| |
|
|
| |
|
หอเตือนภัย
(Warning
Tower)
อุปกรณ์กระจายเสียง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัย ของประเทศมีความสูงประมาณ ๒๐ ถึง ๓๐ เมตร สร้างด้วยวัสดุที่มีความมั่นคง และแข็งแรง
ทนทาน สามารถทนแรงลม หรือแรงกระแทกของคลื่นได้ หอเตือนภัยใช้พลังงาน จากพลังงานแสงอาทิตย์
และมีชุดลำโพงกระจายเสียง เพื่อส่ง
สัญญาณเตือนได้รอบทิศทางในรัศมีประมาณ ๑ ถึง
๑.๕ กิโลเมตร (รัศมีจริงจะขึ้นอยู่กับชนิด
จำนวน ความดังของลำโพง และลักษณะภูมิประเทศ)
ดาวเทียมค้างฟ้า (Geostationary
Satellite)
ดาวเทียมที่มีวงโคจรประจำที่
และมีเส้นทางโคจรอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตร
(Equatorial Orbit)
ดาวเทียมนี้จะหมุนรอบโลกด้วยความเร็วเชิงมุมเท่ากับ
โลก
และมีวงโคจรอยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ ๓๕,๗๘๖
กิโลเมตร ตำแหน่งของดาวเทียม
จะสัมพัทธ์กับตำแหน่งบนพื้นโลก
เสมือนดาวเทียมลอย
นิ่งค้างอยู่บนฟ้าตลอดเวลา
ดาวเทียมประเภทนี้ส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้สำหรับเป็นดาวเทียมสื่อสาร
โครงข่ายสื่อสารลูกผสม
(Hybrid Communication Networks)
โครงข่ายสื่อสารที่ประกอบขึ้นจากเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมมากกว่าหนึ่งชนิด
อาทิ โครงข่ายสื่อสารลูกผสม
ที่ใช้โครงข่ายดาวเทียมร่วมกับ
โครงข่ายอินเทอร์เน็ตทั้งแบบใช้สายหรือแบบไร้สายบนพื้นผิวโลก
โครงข่ายไร้สายแบบเมช
(Wireless Mesh Networks)
โครงข่ายสื่อสารที่สื่อสารด้วยคลื่นวิทยุ
ประกอบด้วยโหนดไร้สายสองแบบ คือ โหนด
(Node)
ซึ่งทำหน้าที่เป็นลูกข่ายเมช (Wireless
Mesh Clients)
และโหนดอื่นๆ
ซึ่งทำหน้าที่เป็นเมชเราท์เตอร์
(Wireless Mesh Router)
ใช้สำหรับการคำนวณหาเส้นทางการส่งสัญญาณ
จากต้นทางไปสู่ปลายทาง
ที่ต้องการ
การส่งสัญญาณระหว่างโหนดภายในโครงข่ายไร้สายแบบเมชอาจมีเส้นทางการเดินทางของข้อมูลได้หลายเส้นทาง
โดยแต่ละโหนดอาจ
ใช้เทคโนโลยี
ไร้สายได้มากกว่าหนึ่งชนิด (เช่น เทคโนโลยี
WiFi
เทคโนโลยี
WiMAX
และ เทคโนโลยีดาวเทียม เป็นต้น)
|
๒.บทคัดย่อ

|
|
หอเตือนภัยเป็นเครื่องมือที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งที่ประเทศไทยนำมาใช้ในระบบการเตือนภัยซึ่งหอเตือนภัยนี้จะถูกติดตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ
เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและการเตือนภัยพิบัติต่างๆ
ล่วงหน้า
ให้ประชาชนสามารถหลีกหนีจากภัยพิบัติที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่นั้น
ๆ ได้เช่น สึนามิ น้ำท่วม ดินถล่ม ลฯ
ซึ่งหอเตือนภัยทั้งหมดที่มีอยู่ ณ พ.ศ.๒๕๕๑
ยกเว้นที่ติดตั้งโดยจังหวัดกระบี่
ควบคุมโดยศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ศภช.)
เมื่อเกิดภัยพิบัติที่คาดว่าจะเกิดอันตรายกับประชาชน
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติจะกดสัญญาณเตือนภัย
จากนั้นสัญญาณดังกล่าวจะถูกส่งผ่านดาวเทียมไปยังหอเตือนภัยซึ่งติดตั้งไว้
ณ จุดเสี่ยงภัยตามส่วนต่างๆ ของประเทศไทย
รวมทั้งส่งผ่านไปยังชุมชนใกล้เคียงผ่านทางการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุ
ซึ่งระบบหอเตือนภัยสามารถทำงานได้ด้วยตนเอง
ทั้งในสภาวะปกติและในสภาวะฉุกเฉินหรือคับขัน
อันเนื่องมาจากการเกิดภัยพิบัติในวงกว้าง
จนเป็นเหตุให้ระบบจ่ายไฟฟ้าภาคพื้นดิน
เกิดการขัดข้องเป็นเวลายาวนาน
หรือในกรณีที่เครือข่ายสื่อสารภาคพื้นดินอื่น
ๆ
ถูกทำลายหรือไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากการขัดข้องของ
กระแสไฟฟ้า เป็นต้น
|
Abstract
up
|
|
Warning tower
is used in Thailand as one of the important
tools in disaster risk areas to disseminate
information and notify people to escape from
the disaster which might occur in the area
such as tsunami, flash flood, land-slide,
and etc. The towers, excluding those
installed by Krabi province, are controlled
by the National Disaster Warning Center
(NDWC) (2008). Information about the
disaster which may generate into the area,
will be distributed by NDWC. Generally, the
warning towers could work automatically
after receiving transmitted data via
satellite, and also through the local
community via radio frequency (FR)
communication. It would be functioned even
in an emergency situation which causes
destruction in a rest area and subject of
the failure of power generation system or
ground communication systems. |
๓.บทนำ (Introduction)
up
|
|
ประเทศไทยได้จัดตั้งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติขึ้นและเริ่มปฏิบัติงานเมื่อวันที่
๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๘
โดยมีหน้าที่รับผิดชอบการเตือนภัยพิบัติอันเกิดจากธรรมชาติทุกชนิด
และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการกระจายข่าวที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติดังกล่าว
ในการดำเนินงานของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
เจ้าหน้าที่และผู้บริหารของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
จะต้องทำการศึกษาวิเคราะห์ความรุนแรงของภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น
เพื่อดำเนินการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบต่างๆ อาทิ
หอเตือนภัยที่ติดตั้งในชุมชนหรือจุดเสี่ยงภัยต่างๆ
สถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมประชาสัมพันธ์
ระบบข้อความสั้น (SMS)
รวมถึงการแจ้งหน่วยงานป้องกันและบรรเทาภัยอื่นด้วย
หอเตือนภัยเกิดขึ้นหลังจากปรากฏการณ์คลื่นยักษ์สึนามิเมื่อเดือนธันวาคม
พ.ศ.๒๕๔๗
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นอย่างมาก
โดยเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลขนาด
๙.๓ ริกเตอร์ (Richter)
นอกชายฝั่งทะเลทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะสุมาตรา
ประเทศอินโดนีเซีย
ส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิที่คร่าชีวิตผู้คนในแถบมหาสมุทรอินเดียไป
มากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน
ธรณีพิบัติภัยรุนแรงครั้งนั้นทำให้ประเทศไทยตื่นตัวและเริ่มวางระบบหอเตือนภัยตามจุด
ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ
โดยรัฐบาลไทยได้มอบหมายให้กรมอุตุนิยมวิทยาเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเละติดตั้งหอเตือนภัย
เพื่อส่งมอบให้ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
ซึ่งเป็นผู้ใช้งาน
โดยโครงการมีการกำหนดระยะเวลาที่จะติดตั้งหอเตือนภัยทั้งหมด
๓ ระยะ [๑] (ในปี พ.ศ.๒๕๕๐
ได้มีการดำเนินการไป ๒ ระยะ) คือระยะที่ ๑
เป็นการติดตั้งหอเตือนภัยทั้งหมด ๗๙
แห่งในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณจังหวัดภาคใต้ฝั่งตะวันตก
ระยะที่ ๒ เป็นการติดตั้งหอเตือนภัยทั้งหมด ๔๘
แห่งในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณจังหวัดภาคใต้ฝั่งตะวันออก
ภาคตะวันออกและภาคเหนือ และในระยะที่ ๓
เป็นการติดตั้งหอเตือนภัยทั้งหมด ๑๔๔
แห่งบริเวณจังหวัดภาคกลาง ภาคเหนือ
และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ [๑] [๒]
การดำเนินการติดตั้งหอเตือนภัยในทุกระยะถือว่าเป็นภารกิจสำคัญ
เนื่องจากเป็นสิ่งที่จะช่วยยกระดับความปลอดภัยในชีวิตให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว
รวมทั้งเป็นการสร้างความอุ่นใจ
รวมถึงลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติธรรมชาติด้วย |
๔.องค์ประกอบและการทำงานของระบบหอเตือนภัย
up
|
|
๔.๑ การทำงานของระบบเตือนภัย
ระบบหอเตือนภัยประกอบด้วย
ส่วนควบคุมหลักซึ่งตั้งอยู่ ณ ห้องปฏิบัติการ
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จังหวัดนนทบุรี
ซึ่งทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งมาจากหลายแหล่งข้อมูล
ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ซึ่งแหล่งข้อมูลที่สำคัญจากในประเทศประกอบด้วย
กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรธรณี
กรมอุทกศาสตร์ กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน
กรมควบคุมมลพิษ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ
กรมป้องกันและบรรเทา-สาธารณภัย เป็นต้น
ส่วนแหล่งข้อมูลที่สำคัญจากต่างประเทศประกอบด้วย
ศูนย์เตือนภัยสึนามิภูมิภาค แปซิฟิค (Pacific
Tsunami Warning Center: PTWC)
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศญี่ปุ่น
(Japan Meteorological Agency: JMA)
หน่วยสำรวจธรณีวิทยา ประเทศสหรัฐอเมริกา
(United States Geological Survey: USGS)
องค์กรการบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา
(National Oceanic and Atmospheric
Administration: NOAA)
ศูนย์แผ่นดินไหวแห่งสหภาพยุโรปและทะเลเมดิเตอเรเนียน
(European Mediterranean and Seismological
Center: EMSC) เป็นต้น [๓] [๔]
|


รูปที่ ๔.๑
สัญลักษณ์ของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
|
จากการวิเคราะห์ข้อมูล
หากคาดว่าจะมีภัยพิบัติเกิดขึ้นและมีผลกระทบกับประชาชน
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติจะดำเนินการแจ้งเตือนประชาชนผ่านทางระบบแจ้งเตือนต่างๆ
ของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
ซึ่งระบบหอเตือนภัยเป็นระบบหลักระบบหนึ่งในการเตือนภัย
เมื่อมีการอนุมัติให้กดสัญญาณโดยผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ(หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย)สัญญาณจะถูกส่งผ่านระบบดาวเทียมไปถึงยังหอเตือนภัยในพื้นที่ที่ต้องการ
ดังรูปที่๔.๒
นอกจากการส่งสัญญาณในเหตุการณ์จริงแล้ว
ระบบยังสามารถส่งสัญญาณเพื่อสื่อสารกับหอเตือนภัย
ในกรณีอื่นๆ ได้
โดยระบบหอเตือนภัยประกอบด้วยระบบการใช้งานหลักๆ
ดังนี้
ก) การส่งสัญญาณเสียงจริง
(Activate)
เป็นการส่งสัญญาณเสียงแจ้งเตือนภัยต่างๆ
ตามเหตุการณ์จริง
ข) การส่งสัญญาณเสียงเงียบ
(Test)
เป็นการส่งสัญญาณเพื่อทดสอบระบบลำโพงว่าสามารถใช้งานได้ปกติหรือไม่
โดยหอเตือนภัยจะมีเสียงดังต่ำๆ
เหมือนการเปิดลำโพง
ถ้าลำโพงเกิดขัดข้องหอเตือนภัยจะส่งข้อมูลข้อขัดข้องต่างๆ
กลับมายังศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
ค) การส่งสัญญาณตรวจสอบอุปกรณ์(Poll)เป็นการส่งสัญญาณไปยังหอเตือนภัยเพื่อตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ว่ามีสถานะเป็นอย่างไร
สามารถใช้งานได้ปกติหรือไม่
เมื่อหอเตือนภัยได้รับสัญญาณตรวจสอบอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว
จากนั้นหอเตือนภัยจะทำการตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ
โดยอัตโนมัติ
และส่งข้อมูลสถานะของอุปกรณ์ต่างๆ
กลับมายังศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
|


รูปที่ ๔.๒
การสื่อสารแบบสองทาง
ระหว่างศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติและหอเตือนภัย
|
๔.๒
ส่วนประกอบของหอเตือนภัยและหอเตือนภัยรูปแบบต่างๆ
ตู้ควบคุมการทำงาน(รูปที่ ๔.๓)
เครื่องกระจายเสียงจำนวน ๔ ลำโพง
(รูปที่ ๔.๔ (1))
แบตเตอรี่ แผงโซล่าเซลล์ (รูปที่ ๔.๔
(2))
หอสูง ๒๕ เมตร ใช้พื้นที่ขนาด ๔x๔
เมตร
|


รูปที่ ๔.๓
ตู้ควบคุมการทำงาน
|
|


รูปที่ ๔.๔
ลำโพงกระจายเสียง
แบตเตอรี่
และแผงโซล่าเซลล์
|
|


รูปที่ ๔.๕
รูปแบบต่างๆ ของหอเตือนภัย
|
|
๕.รูปแบบของข้อความหอเตือนภัย
up
|
|
หอเตือนภัยที่ติดตั้งในสถานที่จริงสามารถแจ้งเตือนได้หลายภาษาเช่น
ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน ภาษาจีน
และภาษาญี่ปุ่น นอกจากนี้
หอเตือนภัยยังสามารถส่งข้อความได้หลายรูปแบบประกอบด้วย
ก) เพลงชาติ
ข) ข้อความทดสอบสัญญาณ
ค) เตือนภัยแผ่นดินไหว
ง)
แจ้งเตรียมพร้อมเฝ้าระวังคลื่นสึนามิ
จ) แจ้งเตือนภัยสึนามิ
ฉ) แจ้งเตือนภัยพายุฝนฟ้าคะนอง
ช) แจ้งเตือนคลื่นลมแรง
ซ) แจ้งยกเลิกสถานการณ์
ฌ) แจ้งเตือนภัยฝนตกหนัก(ระยะที่ ๒)
ญ)
แจ้งเตรียมพร้อมเฝ้าระวังน้ำท่วม(ระยะที่ ๒)
ฎ) แจ้งเตือนภัยน้ำท่วม(ระยะที่ ๒)
ฏ) แจ้งเตือนพายุฤดูร้อน(ระยะที่ ๒)
นอกจากเสียงซึ่งเป็นข้อความแล้ว
หอเตือนภัยยังมีเสียงไซเรนประกอบด้วย
โดยส่วนประกอบของข้อความส่วนใหญ่มีลักษณะ
ดังนี้
ตัวอย่างรูปแบบข้อความเตือนภัย (เสียงสัญญาณไซเรน)
(คำประกาศ) โปรดทราบ โปรดทราบ ขณะนี้เกิด
คลื่นสึนามิ ขอให้ออกจากชายหาดให้ไกลที่สุด
ไปยัง พื้นที่สูงโดยด่วน โปรดทราบ โปรดทราบ
ขณะนี้เกิด คลื่นสึนามิ
ขอให้ออกจากชายหาดให้ไกลที่สุด ไปยัง
พื้นที่สูงโดยด่วน
(เสียงสัญญาณไซเรน) |
๖.สถานที่ติดตั้งหอเตือนภัย
(พ.ศ. ๒๕๕๑)
up
|
|
ก)
ภาคใต้ฝั่งตะวันตกจำนวน ๗๙ หอ
ข)
ภาคใต้ฝั่งตะวันออกและภาคตะวันออกจำนวน ๓๔ หอ
ค) ภาคอื่นๆ จำนวน ๑๔ หอ |
๗.เทคโนโลยีการสื่อสารที่ใช้สำหรับระบบเตือนภัย
up
|
|
หอเตือนภัยถูกนำมาติดตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีภูมิประเทศหลากหลายและกระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
ในการเตือนภัยของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติมีความจำเป็นต้องตรวจสอบ
สถานะความพร้อมใช้งานของหอเตือนภัยทุกหอ
ดังนั้นเทคโนโลยีสื่อสารที่นำมาใช้จึงต้องเป็นเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมและสามารถสื่อสารได้ครอบคลุมพื้นที่
และเป็นการสื่อสารในลักษณะสองทางเช่น
เทคโนโลยีดาวเทียมสื่อสารแบบค้างฟ้า
(Geostationary Satellite)
และระบบดาวเทียมสื่อสารที่หอเตือนภัยใช้งานอยู่คือ
ระบบดาวเทียมอินมาแซท ดีพลัส (Inmarsat D+)
ซึ่งมีการทำงานในลักษณะที่คล้ายกับเพจเจอร์สองทาง(2-way
pager)
คือศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติสามารถส่งคำสั่งต่างๆ ไปยังหอเตือนภัยที่มีอยู่
และหอเตือนภัยก็สามารถรายงานผลหรือตอบกลับมายังศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติได้
การติดตั้งหอเตือนภัยจำเป็นต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของชุมชน
อาทิเช่น การขยายตัวของชุมชน
ในกรณีที่ต้องการให้การเตือนภัยครอบคลุมพื้นที่ที่เปลี่ยนไปจากเดิมจะสามารถทำได้โดยการวางโครงข่ายสื่อสารลูกผสม
(Hybrid Communication Networks)
ดังแสดงในรูปที่ ๗.๑
ซึ่งประกอบด้วยโครงข่ายดาวเทียมและการถ่ายทอดสัญญาณผ่านโครงข่ายวิทยุ (Radio
Frequency:RF)
เพื่อให้เข้าถึงหอกระจายข่าวในชุมชน
หรือสถานีรับสัญญาณเตือนภัย
|


รูปที่ ๗.๑
โครงข่ายการสื่อสารแบบลูกผสม
เพื่อขยายการครอบคลุมของการเตือนภัย
|
|
๘.ระบบเตือนภัยล่วงหน้ารูปแบบสมบูรณ์
up
|
|
สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว
ระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการบริหารจัดการกับภัยพิบัติ
เป็นโครงสร้างพื้นฐานและการวางแผนล่วงหน้าที่สำคัญ
การผสมผสานเทคโนโลยีประมวลผล อาทิ
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographical
Information System: GIS)
ระบบฐานและคลังข้อมูล (Database and Data
Warehousing System) ระบบการจำลองสถานการณ์
(Scenario Simulation System)
เข้ากับระบบสื่อสาร อาทิ โครงข่ายไร้สายแบบเมช
(Wireless Mesh Network) และระบบตรวจวัดอื่นๆ
อาทิ โครงข่ายเครื่องตรวจวัดแบบไร้สาย
(Wireless Sensor Networks)
จะสร้างประโยชน์อย่างสูงให้กับการเตือนภัยล่วงหน้า
หลักการสำคัญประการหนึ่ง
ของการเตือนภัยล่วงหน้าคือการดำเนินการออกแบบและจัดทำระบบให้ข้อมูลเหตุการณ์วิกฤติที่สำคัญจากการตรวจวัด
(เช่นการเกิดแผ่นดินไหว
หรือระดับน้ำในมหาสมุทรที่ผิดปกติไป)
ถูกส่งมาถึงระบบประมวลผลเพื่อทำการประเมินสถานการณ์
และใช้ผลลัพธ์เพื่อประกาศเตือนภัยล่วงหน้าต่อประชาชนได้อย่างถูกต้องแม่นยำและทันเวลา
ประการที่สอง คือ
การออกแบบและจัดทำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อประเมินผลกระทบอันจะเกิดจากภัยพิบัติ
(Disaster Consequential
Assessment)ซึ่งช่วยทำนายบริเวณที่จะได้รับผลกระทบ
ลักษณะและความรุนแรงของผลกระทบ
รวมไปถึงการจัดเตรียมทรัพยากร ดังเช่น
กองกำลังกู้ภัย แพทย์ อาหาร ยา ยานพาหนะ
และเส้นทางที่จะสามารถเข้าถึงบริเวณที่จะประสบภัย
อันจะช่วยให้การปฏิบัติงานกู้ภัยภายหลังจากที่เกิดภัยพิบัติเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนภายหลังจากการเกิดภัยพิบัติ
การให้ความรู้
การสร้างความตระหนัก
การฝึกซ้อมการเตือนภัยและหนีภัยเป็นประจำ
จึงเป็นเรื่องจำเป็น
ทั้งนี้เพื่อฝึกฝนให้เจ้าหน้าที่และประชาชนเกิดความคุ้นเคย
มีความรู้ความเข้าใจในลักษณะของภัยพิบัติ
และเพื่อให้ประชาชนมีสติไม่ตื่นตระหนกขณะเกิดภัย
สามารถแจ้งเตือนภัยและหลบหนีจากภัยพิบัติได้
[๕]
|
๙.จดหมายเหตุ
up
|
|
สืบเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด ๙.๓
ริกเตอร์
บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะสุมาตรา
ทำให้เกิดสึนามิโถมกระหน่ำเข้าสู่ชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทยจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกว่า
๕,๓๙๖ คน
นับเป็นมหันตภัยที่รุนแรงที่สุดที่เคยมีในประเทศไทย
ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงได้ก่อตั้งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติขึ้นเมื่อวันที่
๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๘
ภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
พ.ศ.๒๕๔๘
โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการแจ้งเตือนภัย
ไปยังประชาชนทั่วประเทศ
ดังนั้นศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
จึงได้นำเอาระบบหอเตือนภัยมาใช้
ซึ่งมีลำดับเหตุการณ์สำคัญ ดังนี้
ตารางที่ ๙.๑
เหตุการณ์สำคัญของการสื่อสารกับหอเตือนภัย
|
ปี พ.ศ.
|
เหตุการณ์ |
|
๒๕๔๗
|
๒๖ ธันวาคม
เกิดเหตุธรณีพิบัติภัย
สึนามิจากการเกิดแผ่นดินไหวขนาด
๙.๓ ริกเตอร์
นอกชายฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะสุมาตรา
ประเทศอินโดนีเซีย
ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากรวมทั้งในประเทศไทย |
|
๒๕๔๘
|
จัดตั้งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
ภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
พ.ศ.๒๕๔๘ |
|
|
ติดตั้งหอเตือนภัยแห่งแรกในประเทศไทย
บริเวณหาดป่าตอง ๓ จุด
|
|
|
๒๐ กันยายน ติดตั้งหอเตือนภัยระยะที่
๑ จำนวน ๖๒ หอ
|
|
๒๕๔๙ |
๑ พฤษภาคม ติดตั้งหอเตือนภัยระยะที่ ๒
จำนวน ๔๘ หอ
บนพื้นฐานโครงข่ายสื่อสารลูกผสมทั้งทางด้านดาวเทียมและโครงข่ายวิทยุ
(Satellite and Radio
Frequency communications
)
|
|
๒๕๕๑ |
มีหอเตือนภัยที่ถูกติดตั้งในประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้น
๑๒๗ หอ
ประกอบด้วยภาคใต้ฝั่งตะวันตกจำนวน ๗๙
หอ
ภาคใต้ฝั่งตะวันออกและภาคตะวันออกจำนวน
๓๔ หอ และภาคอื่นๆ อีกจำนวน ๑๔ หอ
ซึ่งหอเตือนภัยทั้งหมดดังกล่าวมีการสื่อสารกับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติผ่านทางระบบดาวเทียมอินมาแซทดีพลัส
(Inmarsat D+)
|
|
๑๐. บรรณานุกรม
up
|
|
[๑]
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ,
แผนงานโครงการติดตั้งระบบเตือนภัยในพื้นที่เสี่ยงภัยระยะที่
๒, ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙
[๒] ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ,
แผนงานโครงการติดตั้งระบบเตือนภัยในพื้นที่เสี่ยงภัยระยะที่
๑, ๒๐ กันยายน ๒๕๔๘
[๓] USA, National Oceanic and Atmospheric
Administration (NOAA), 29 March 2008 <
http://www.noaa.gov>
[๔] USA, Pacific Tsunami Warning Center
(PTWC), 29 March 2008 <
http://www.prh.noaa.gov/ptwc>
[๕] USA, Federal Emergency Management
Agency (FEMA), 29 March 2008 <
http://www.fema.gov >
|
|
|
| |
|
|
|