| |
|
|
| |
|
โทรทัศน์
(television)
การถ่ายทอดเสียงและภาพพร้อมกันจากสถานที่หนึ่ง หรือเครื่องส่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง
หรือเครื่องรับ โดยเครื่องดังกล่าว
จะปลี่ยนสัญญาณภาพ
และเสียงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อถ่ายทอดออกไป เรียกว่าเครื่องส่งโทรทัศน์ และเครื่องที่เปลี่ยนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากลับเป็นสัญญาณภาพ
และเสียงดังเดิม
เรียกว่าเครื่องรับโทรทัศน์
โทรทัศน์แอนะล็อก
(analog television)
โทรทัศน์แอนะล็อก คือ
โทรทัศน์ที่มีระบบการรับ ส่งสัญญาณภาพ
และเสียงในรูปสัญญาณแอนะล็อกแบบเอเอ็ม (AM) และเอฟเอ็ม (FM) เช่น
โทรทัศน์ที่ระบบเอ็นทีเอสซี
(NTSC) ระบบพัลล์ (PAL) และซีแคม (SECAM)
เป็นต้น
โทรทัศน์ดิจิทัล
(digital television)
โทรทัศน์ที่มีระบบการรับส่งสัญญาณภาพและเสียงในรูปดิจิทัล
ซึ่งหลายช่องสัญญาณที่มีความถี่เดียวกันสามารถนำมาส่งเป็นช่องสัญญาณเดียวกัน
ได้ โทรทัศน์ดิจิทัล
จะให้คุณภาพของภาพ และเสียงดีกว่าระบบแอนะล็อก
เช่น ระบบ โทรทัศน์ความคมชัดสูง
(High Density Television: HDTV)
การแพร่ภาพ
(television broadcasting)
การส่งกระจายภาพ และเสียงออกไป
ในรูปสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อให้เครื่องรับสามารถรับภาพ และเสียงได้อย่างต่อเนื่อง เช่น การแพร่ภาพ
โทรทัศน์ ซึ่งจากเดิม
ที่เป็นการแพร่ภาพ แบบไม่จำกัด ผู้รับได้รับการพัฒนา มาเป็นแบบแพร่ภาพ เฉพาะทาง เช่น การแพร่ภาพโทรทัศน์
ผ่าน
ดาวเทียม การแพร่ภาพโทรทัศน์ ผ่านสื่อนำสัญญาณเฉพาะ สถานที่โดย อาจรวมถึงการแพร่ภาพ ไปถึงเฉพาะผู้รับที่เป็นสมาชิก หรือเคเบิลทีวี
(Cable TV)
สัญญาณซิงโครไนซ์
(synchronized signal)
สัญญาณที่ใช้ผสมกับสัญญาณภาพเพื่อให้การสแกนภาพเป็นไปอย่างถูกต้องตรงจังหวะคือเริ่มต้นพร้อมกันและจบ
พร้อมกันอันเป็นขั้นตอนของการ
สร้างภาพบนเครื่องรับโทรทัศน์
ระบบเอ็นทีเอสซี
(NTSC)
ระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์ ย่อมาจาก
Nation Television System Committee
โดยมีการส่ง ๕๒๕ เส้น ๓๐ ภาพต่อ วินาที
อาจเรียกระบบนี้ว่า
ระบบเอฟซีซี (FCC)
มีการใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา
และประเทศที่เคยอยู่ภายใต้ อาณานิคม
ของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่
ระบบพัล
(PAL)
ระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์ประเภทหนึ่ง ย่อมาจาก
Phase Alternative Line หรือเรียกว่า ระบบซีซีไออาร์(CCIR) ซึ่ง
เป็นระบบที่พัฒนามาจาก
ระบบโทรทัศน์สีเอ็นทีเอสซี (NTSC)
โดยมีการส่ง ๖๒๕ เส้น ๒๕ ภาพต่อวินาที
ระบบซีแคม คม
(SECAM)
ระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์ของประเทศฝรั่งเศสย่อมาจาก
Se'quantiel Couleur à Me'moire (sequential
color with a memory) โดยมีการส่ง
๖๒๕ เส้น ๒๕ภาพต่อวินาที
เป็นระบบที่ใช้ในประเทศฝรั่งเศสและหลายประเทศในยุโรป
และแอฟริกา
|
๒.บทคัดย่อ
up
|
|
การแพร่ภาพโทรทัศน์
(Television Broadcasting)
เป็นวิธีการรับส่งข้อมูลข่าวสารทั้งข้อมูลภาพและเสียง
โดยแบ่งการทำงานออกเป็นสองประเภท ได้แก่
การแพร่ภาพโทรทัศน์แบบแอนะล็อก (Analog)
และแบบดิจิทัล (Digital)
โดยหลักการแพร่ภาพเบื้องต้นเกิดจากเครื่องส่งจะส่งสัญญาณภาพและเสียงพร้อมกับผสมสัญญาณรวมกับคลื่นวิทยุ
แล้วกระจายสู่อากาศในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จากนั้นเครื่องรับจะทำการแยกสัญญาณ ทำให้เป็นภาพ
ปรากฎที่หน้าจอเครื่องรับ
โดยหลักการของการแพร่ภาพประกอบด้วย การแสกนภาพ
การส่งสัญญาณโทรทัศน์แอนะล็อกในระบบต่างๆ
เช่น ระบบเอ็นทีเอสซี (NTSC) ระบบพัล (PAL)
และระบบซีแคม (SECAM) เป็นต้น
ซึ่งการแพร่ภาพในแต่ละประเภทนี้สามารถรับและส่งข้อมูลได้ในหลายช่องทางเช่น
การส่งสัญญาณผ่านสายเคเบิล
การส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมและการส่งสัญญาณแพร่ภาพภาคพื้นดินด้วยคลื่นความถี่วิทยุ
ซึ่งอาจจะมาจากการถ่ายทอดสดหรือจากการบันทึกเทปไว้ |
Abstract
up
|
|
Television
Broadcasting is a type of picture and voice
transmission . There are two categories of
TV broadcasting which are analog and digital
TV broadcast. The principle of TV
broadcasting that the transmitter will send
the picture and voice signal that got
modulated with the radio wave and then
spread in the air in the form of the
electromagnetic wave. The receiver then
demodulates the signal for the picture and
voice to appear to the monitor. The
principle of the TV broadcasting composes of
scanning and systems of television signaling
such as NTSC system, PAL system and SECAM
system, etc. For these types of TV
broadcasting, there are many transmission
methods such as through the cable
transmission line, satellite and ground
radio frequency wave which may be live or
recorded broadcasting.
|
๓.บทนำ (Introduction)
up
|
|
ประเภทของการแพร่ภาพโทรทัศน์แบ่งตามลักษณะการทำงานได้เป็นสองกลุ่มหลัก
ได้แก่
๓.๑
โทรทัศน์แอนะล็อก
(analog television)
โทรทัศน์แอนะล็อกเป็นโทรทัศน์ที่มีระบบการส่งสัญญาณภาพและเสียงในรูปสัญญาณแอนะล็อกแบบเอเอ็ม
(A.M.) และเอฟเอ็ม (F.M.)
โดยส่งเป็นสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
โทรทัศน์ชนิดนี้มีการใช้งานทั่วไปอยู่ในระบบ
เช่น โทรทัศน์ระบบเอ็นทีเอสซี (NTSC) พัล
(PAL) และซีแคม (SECAM)
๓.๒
โทรทัศน์ดิจิทัล
(digital television)
โทรทัศน์ดิจิทัลเป็นโทรทัศน์อีกรูปแบบมาตรฐานที่พัฒนามาจากโทรทัศน์แบบแอนะล็อกมีระบบการส่งสัญญาณภาพและเสียงแบบดิจิทัลคือส่งข้อมูลเป็นบิต
การส่งข้อมูลแบบนี้สามารถส่งข้อมูลได้มากกว่าแบบแอนะล็อกในหนึ่งช่องสัญญาณ
จึงเรียกได้อีกอย่างว่ามัลติแคสติ้ง
(multicasting)
การส่งสัญญาณเป็นแบบดิจิทัลจึงทำให้ได้คุณภาพของภาพและเสียงดีกว่าเช่น
โทรทัศน์ระบบความคมชัดสูง (HDTV) [๑]
๓.๓
ประวัติความเป็นมาของโทรทัศน์
จากบันทึกในTelevision Technology
Demystified[๒]
ได้ระบุว่าการเริ่มต้นของโทรทัศน์เกิดขึ้นในปี
ค.ศ.1873(พ.ศ.๒๔๑๖) จากการที่ลีโอนาร์เมย์
(Leonard May) พนักงานโทรเลขชาวไอริช
ได้ค้นพบสารเซเลเนียมที่มีคุณสมบัติในการเปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า
ทำให้เกิดความคิดในการเปลี่ยนสัญญาณภาพให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า
ต่อมาในปี ค.ศ.1884(พ.ศ.๒๔๒๗) พอล นิพโค (Paul
Nipkow) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน
ได้คิดค้นหลักการสแกนภาพที่ใช้ระบบจานหมุนแบบกลไกเป็นครั้งแรก
ต่อมาในปี ค.ศ.1991(พ.ศ.๒๔๕๔) แคมเบลล์
สวินโตน (Campbell Swinton)
ได้นำหลอดรังสีแคโทดมาใช้ในการรับส่งภาพ
ของการสแกนภาพแบบอิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งได้กลายเป็นแนวความคิดให้ วลาดิเมอร์
ซวอรีคีน (Vladimir Zworykin)
ประดิษฐ์หลอดส่งภาพหรือไอโคโนสโคฟ
(iconoscope) ซึ่งทำหน้าที่เก็บรูป
และสแกนรูปไว้เป็นสัญญาณไฟฟ้าหลายๆเส้น ในปี
พ.ศ.๒๔๖๖ และในปี พ.ศ.๒๔๖๗ วลาดิเมอร์
ซวอรีคีน ได้ประดิษฐ์หลอดรับภาพ (kinescope)
ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณไฟฟ้าที่ได้จาก
iconoscope
มายิงบนจอเรืองแสงที่มีตำแหน่งสอดคล้องกัน [๓]
และในปี พ.ศ.๒๔๖๘
ได้มีนักวิทยาศาตร์สองคนคือจอห์น โลจี แบร์ต(John
Logie Baird) ชาวอังกฤษและชาร์ลส์ ฟราน
เจนคินส์ (Charles Francis Jenkins)
ชาวอเมริกันได้ทำการทดลองส่งภาพเงาโดยไม่ใช้สายซึ่งเป็นการทดลองออกอากาศครั้งแรกโดยใช้จานหมุนของปอล
นิพโกว์ (Paul Nipkow) ต่อมาได้มีการ(พัฒนานำเอาระบบสีมาใช้ร่วมกับจานหมุนของปอล
นิพโกว์ โดยในปี พ.ศ.๒๔๗๑ จอห์น โลจี แบร์ต
(John Logie Baird)
ได้นำแผ่นกรองสีมาแยกสัญญาณสีได้สำเร็จโดยใช้จานหมุนแยกสีในการแยกสัญญาณออกเป็นสีพื้นฐานสามสีคือ
แดง เขียว และน้ำเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นต้น
แบบหลักการและเทคนิคพื้นฐานต่างๆเพื่อใช้สำหรับการแปลงภาพไปมากับสัญญาณภาพที่ได้โดยได้นำไปสร้างเป็นระบบโทรทัศน์ต่อมา[๒]
|


รูปที่ ๓.๑ จานหมุนนิพโกว์(Nipkow)
|
อนึ่งการแพร่ภาพโทรทัศน์ขาว-ดำ
เป็นครั้งแรกของโลกได้เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษในปี
ค.ศ.1936 (พ.ศ.๒๔๗๙)
และการแพร่ภาพโทรทัศน์สีเป็นครั้งแรกของโลกได้เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี
ค.ศ.1954 (พ.ศ.๒๔๙๗) [๒] |
๔.หลักการแพร่ภาพเบื้องต้น
up
|
|
การมองเห็นภาพเคลื่อนไหวเกิดจากการที่เห็นภาพนิ่งที่มีความแตกต่างกันเล็กน้อยซ้อนเรียงกันตั้งแต่
๑๖ ภาพต่อวินาทีขึ้นไป
ซึ่งจะทำให้สายตาของมนุษย์จับการเปลี่ยนแปลงของภาพไม่ทันทำให้มองเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวได้
จากหลักการดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้ในการแพร่ภาพโทรทัศน์เนื่องจากการแพร่ภาพ
คือ
การส่งภาพและเสียงออกไปในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
เพื่อให้เครื่องรับสามารถรับภาพเสมือนภาพเคลื่อนไหวและเสียงได้อย่างต่อเนื่อง
หลักในการแพร่ภาพเบื้องต้นคือการส่งสัญญาณภาพในรูปสัญญาณเอ.เอ็ม.
และส่งสัญญาณเสียงในรูปสัญญาณเอฟ.เอ็ม.
โดยที่เครื่องส่งจะทำการเปลี่ยนภาพที่อยู่ในรูปพลังงานแสงให้เป็นพลังงานทางไฟฟ้า(สัญญาณภาพ)
แล้วทำการขยายให้มีกำลังมากขึ้น
จากนั้นจึงนำไปผสมสัญญาณกับสัญญาณวิทยุและสัญญาณซิงโครไนซ์ที่จะช่วยทำให้สัญญาณดังกล่าวสอดคล้องหรือร่วมจังหวะกันได้แล้วแพร่กระจายออกสู่อากาศ
ในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ส่วนที่เครื่องรับจะทำการแยกสัญญาณภาพที่ผสมมากับสัญญาณวิทยุกับสัญญาณซิงโครไนซ์ให้กลายเป็นภาพปรากฏที่หน้าจอเครื่องรับโทรทัศน์
ดังรูปที่ ๔.๑ โดยการที่เครื่องรับ และเครื่องส่งจะทำงานตรงจังหวะกันได้นั้น เกิดจากสัญญาณซิงโครไนซ์ ที่ได้ทำการผสมสัญญาณ
เข้ากับสัญญาณภาพ
และสัญญาณวิทยุก่อนส่งเพราะสัญญาณ
ซิงโครไนซ์เป็นสัญญาณที่ทำให้การสแกนเป็นไปอย่างถูกต้องทั้งในแนวตั้งและแนวนอน
[๔]
|


รูปที่ ๔.๑
พื้นฐานการส่งและรับสัญญาณ
|
๔.๑ การสแกนภาพ
ภาพโทรทัศน์ที่บันทึกไว้หรือแสดงออกทางหน้าจอจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนเล็กๆ เรียกว่า จุดภาพหรือพิกเซล
ซึ่งพิกเซลเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนจากข้อมูลแสง (ความสว่างของภาพ)
ให้เป็นค่าทางไฟฟ้าที่เป็นสัญญาณภาพ
และแทนสีแดง สีเขียว
สีน้ำเงินในภาพโดยการใช้ลำแสงสแกนตามแนวนอนทีละเส้น
จากด้านซ้ายไปด้านขวา
และจากด้านบนลงด้านล่าง
สัญญาณไฟฟ้าที่ได้จะส่งไปแสดงผลที่เครื่องรับทีละเส้นแบบเส้นต่อเส้น
ซึ่งเครื่องรับจะใช้สัญญาณภาพเป็นสัญญาณควบคุมลำอิเล็กตรอนเพื่อเขียนภาพที่หน้าจอเครื่องรับโทรทัศน์ตามภาพที่ส่งมาดังการทำงานเบื้องต้นของรูปที่
๔.๒
|


รูปที่ ๔.๒ หลักการสแกนภาพ
|
๔.๒ ระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์แอนะล็อก
การส่งสัญญาณระบบโทรทัศน์สีได้พัฒนามาจากการส่งสัญญาณระบบโทรทัศน์แบบขาว-ดำโดยที่ได้มีการกำหนดว่าการส่งสัญญาณระบบสี
ทุกระบบ
จะต้องให้เครื่องรับขาว-ดำสามารถรับสัญญาณได้ด้วยเพียงแต่จะเห็นเป็นภาพขาว-ดำเท่านั้น
๔.๒.๑ ระบบเอ็นทีเอสซี
(NTSC)
ระบบนี้มีชื่อเรียกอีกชนิดหนึ่งว่าระบบเอฟซีซี(FCC)
เป็นระบบของประเทศสหรัฐอเมริการะบบนี้เป็นแม่แบบของระบบอื่นๆ
มีการส่งภาพ ๕๒๕ เส้น ๓๐ ภาพต่อวินาที
หลักการของระบบนี้คือแทรกความถี่พาหะย่อยของสีลงในสัญญาณภาพโดยไม่รบกวนกัน
แต่ข้อด้อยของระบบนี้คือจะมีความเพี้ยนของสีเกิดขึ้น
[๒]
๔.๒.๒ ระบบพัล
(PAL)
ระบบพัลได้ถูกพัฒนาขึ้นในประเทศเยอรมนีโดย
วอลเตอร์ บรุค (Dr.Walter Bruch)
ระบบพัลหรือเรียกว่าระบบซีซีไออาร์(CCIR)
เป็นระบบที่ปรับปรุงมาจากระบบเอ็นทีเอสซีโดยปรับปรุงเรื่องความผิดพลาดของสีที่เกิดจากเฟสที่เปลี่ยนไปมา
โดยมีวิธีการแก้ไขคือเพิ่มเฟสเข้าไป ๑๘๐
องศาเป็นระบบที่มีการส่ง ๖๒๕ เส้น ๒๕
ภาพต่อวินาที
ซึ่งหลักการของระบบนี้จะเหมือนกันกับหลักการของระบบเอ็นทีเอสซี
[๒]
๔.๒.๓ ระบบซีแคม
(SECAM)
ระบบซีแคมได้ถูกคิดค้นโดยเฮนรี เดอร์ เฟรนซ์
(Henri de France) นักวิจัยชาวฝรั่งเศส
ระบบนี้เป็นระบบที่มีการส่ง ๖๒๕ เส้น ๒๕
ภาพต่อวินาที หลักการของระบบนี้คือ
แยกส่งสัญญาณกำหนดความแตกต่างของสีสลับกันที่ละเส้น
ในเครื่องรับจะจับสัญญาณไว้ชุดหนึ่งเพื่อรวมกับสัญญาณในเส้นถัดไปทำให้ได้ภาพสีที่ต้องการส่ง
[๒]
๔.๓
ระบบการส่งสัญญาณของโทรทัศน์ดิจิทัล
เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์มีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงได้มีการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้พัฒนาระบบสัญญาณโทรทัศน์จากเดิมที่มีการรับ-ส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อกให้เป็นการรับ-ส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล
ซึ่งจะทำให้ได้ภาพและเสียงที่ดีกว่าระบบแอนะล็อก
เช่น ระบบโทรทัศน์ความคมชัดสูง (HDTV) [๕]
ซึ่งระบบการส่งสัญญาณในแบบดิจิทัลสำรวจมีระบบหลัก
ๆ ได้แก่ (พ.ศ.๒๕๕๐)
๔.๓.๑ Advance Television Systems Committee
(ATSC)
เป็นระบบที่ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา
๔.๓.๒Digital Video Broadcasting (DVB)
เป็นระบบที่ใช้ในยุโรป
๔.๓.๓Integrated Services Digital
Broadcasting (ISDB)
เป็นระบบที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่น [๕]
การทำงานของโทรทัศน์ดิจิทัลนี้สัญญาณดิจิทัลมีการส่งข้อมูลที่มากกว่าแบบแอนะล็อกจึงต้องมีการบีบอัดสัญญาณก่อนออกอากาศ
โดยมาตรฐานการบีบอัดสัญญาณ คือ
การบีบอัดแบบ MPEG-2 ซึ่งการทำงานของ
MPEG-2 จะทำการบันทึกเฉพาะ
ภาพที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น
ภาพจรวดกำลังเลื่อนที่ขึ้นไปในอวกาศ
ก็จะบันทึกเฉพาะการเคลื่อนที่ของจรวดเท่านั้น
ฉากหลังที่เป็นอวกาศเหมือนเดิมจะถูกบันทึกเพียงครั้งแรกครั้งเดียว
การบีบอัดสัญญาณสามารถบีบอัดได้ในอัตราส่วน
๕๕ ต่อ ๑
โดยที่คุณภาพของสัญญาณดีกว่าและระยะทางการส่งไกลกว่าระบบแอนะล็อก
[๖] เป็นต้น
๔.๔ การส่งสัญญาณโทรทัศน์
รูปแบบการแพร่กระจายคลื่นโทรทัศน์มีรายละเอียด
ดังนี้
๔.๔.๑ การส่งสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดิน
การแพร่กระจายสัญญาณไปในอากาศเมื่อติดตั้งเสาอากาศแล้วต่อสายสัญญาณเข้าเครื่องรับก็สามารถรับสัญญาณโทรทัศน์จากสถานีส่งได้
การส่งสัญญาณด้วยคลื่นวิทยุส่งได้ในช่วงความถี่๓๐-
๓๐๐MHzจะเป็นช่วงคลื่นความถี่สูงมาก (Very
high Frequency: VHF) และช่วงความถี่ ๓๐๐
- ๓๐๐๐ MHz จะเป็นช่วงของความถี่สูง
(Ultra high Frequency: UHF) [๗]
๔.๔.๒ การส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านช่องนำสัญญาณ
การส่งสัญญาณไปตามสายหรือช่องนำสัญญาณหรือสายเคเบิลไปยังเครื่องรับโทรทัศน์
ซึ่งเป็นการติดต่อโดยตรงระหว่างสถานีส่งกับผู้รับสัญญาณ
ซึ่งต่างจากการแพร่กระจายคลื่นด้วยความถี่วิทยุที่ไม่จำกัดผู้รับ
การส่งสัญญาณนี้จะผ่านสายนำสัญญาณพิเศษแบ่งออกเป็น
การส่งสัญญาณผ่านสายหรือความถี่เฉพาะชุมชน
การส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมทั้งที่แพร่กระจายคลื่นทั่วไปและบอกรับสมาชิกและโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ต
(IPTV) เป็นต้น
๔.๕ ระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์ในประเทศไทย
ณ ปีพ.ศ.๒๕๕๐ ประเทศไทยใช้ระบบโทรทัศน์ PAL
ซึ่งแบ่งแถบคลื่นความถี่ของการใช้งานโทรทัศน์ออกเป็นย่านความถี่
VHF และ ความถี่ UHF โดยที่ย่านความถี่
VHFได้ถูกใช้จนเต็มแล้ว
ดังนั้นสถานีโทรทัศน์ที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่จึงต้องส่งสัญญาณโทรทัศน์ในย่านความถี่
UHF
แถบคลื่นความถี่ของความถี่การใช้งานโทรทัศน์ได้แบ่งตามตารางดังนี
ตารางที่ ๔.๑
ย่านความถี่ที่ใช้ในการส่งสัญญาณโทรทัศน์ในประเทศไทย
|
ช่องความถี่ใช้งาน |
ย่านความถี่ |
|
ช่อง ๒-๖ |
VHF
๔๑-๖๘ เมกะเฮิรตซ์ |
|
สถานีวิทยุ FM |
VHF
๘๘-๑๐๘ เมกะเฮิรตซ์ |
|
ช่อง ๗-๑๓ |
VHF
๑๗๔-๑๓๐ เมกะเฮิรตซ์ |
|
ช่อง๑๔-๖๙ |
UHF
๔๗๐-๘๐๖ เมกะเฮิรตซ์
|
|
๕.เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
up
|
|
ก)
เทคโนโลยีดาวเทียมมีความเกี่ยวข้องกับ การแพร่ภาพโทรทัศน์ ในส่วนของการส่งสัญญาณโทรทัศน์ ผ่านดาวเทียม สามารถใช้เป็นสถานีทวน
สัญญาณและกระจายสัญญาณได้กว้างขวางและครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่าการแพร่ภาพภาคพื้นดิน
ข) สายอากาศ
เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ใช้ในการรับ
ส่งสัญญาณโทรทัศน์ด้วยคลื่นวิทยุโดยที่มีระยะทางจำกัด
ค) การผสมสัญญาณ
เป็นหลักการผสมสัญญาณภาพกับสัญญาณคลื่นวิทยุและสัญญาณซิงโครไนซ์
เพื่อทำการส่งออกไปในรูปสัญญาณเอ.เอ็ม.
และการผสมสัญญาณเสียงกับคลื่นพาห์เสียงเพื่อส่งออกไปในรูปสัญญาณเอฟ.เอ็ม.
ง) คลื่นไมโครเวฟ
เป็นคลื่นวิทยุที่ใช้สำหรับการรับ-ส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระยะทางไกลเนื่องจากสามารถกำหนดทิศทางการส่งได้แน่นอน
รวมทั้งใช้ในการส่งสัญญาณระหว่างสถานีภาคพื้นดินกับดาวเทียม
จ) คลื่นวิทยุ เป็นคลื่นที่กระจายไปได้ทุกทิศทาง
ใช้ในการรับ-ส่งสัญญาณโทรทัศน์อย่างแพร่หลาย
สามารถส่งออกไปได้ในระยะทางไกลแต่เมื่อผ่านสิ่งกีดขวางกำลังในการส่งก็จะลดลงอย่างมาก
|
๖.จดหมายเหตุ
up
|
|
โทรทัศน์เริ่มเข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรกสมัย
จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี
ซึ่งจากบันทึกในหนังสือเทคโนโลยีโทรทัศน์โดยได้ระบุว่า
จอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นผู้ริเริ่มให้นำโทรทัศน์เข้ามาในประเทศ
โดยมีหนังสือถึงอธิบดีกรมโฆษณาการเมื่อวันที่
๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ความตอนหนึ่งว่า ...ผมอยากจะให้พิจารณาจัดหา
และจัดการส่ง Television ขึ้นในประเทศของเรา
เพื่อเป็นประโยชน์แก่การศึกษาของประชาชน
จะควรทำเป็น Mobile unit อย่างที่สนทนาวันก่อน
แล้วจัดหารถจี๊บขนาดเล็กมาทดลองต่อไป...
ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจึงได้มีการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ขึ้นหลังจากนั้นมา
[๙]
ตารางที่ ๖.๑
การค้นพบและการใช้งานการแพร่ภาพโทรทัศน์
|
ปี
พ.ศ.
(ค.ศ.) |
ลำดับเหตุการณ์สำคัญ |
|
๒๔๑๖
(1873) |
แอนดรูว์ เมย์ (Andrew May) ค้นพบสาร
เซเลเนียมซึ่งเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้า
[๒] |
|
๒๔๒๖
(1883) |
ปอล์
นิพโกว์ (Paul Nipkow)
คิดค้นหลักการสแกนภาพที่ใช้ระบบจานหมุนแบบกลไก
[๒] |
|
๒๔๕๔
(1911) |
แคมป์เบลล์ สวินตัน (Campbell Swinton)
ได้นำหลอดรังสีแคโทดมาใช้ในการรับส่งภาพของการสแกนภาพแบบอิเล็กทรอนิกส์[๓] |
|
๒๔๖๖
(1923) |
วลาดิเมอร์ ซวอรีคีน (Vladimir
Zworykin) ประดิษฐ์
หลอดส่งภาพหรือไอโคโนสโคฟ
(iconoscope)
[๓] |
|
๒๔๖๗
(1924) |
วลาดิเมอร์ ซวอรีคีน ( Vladimir
Zworykin) ประดิษฐ์หลอดรับภาพ
(kinescope)
[๓]
|
|
๒๔๖๘
(1925) |
จอห์น
โลจี แบร์ต(John Logie Baird)
และชาร์ลส์ ฟราน เจนคินส์ (Charles
Francis Jenkins)
ทดลองการออกอากาศโดยส่งภาพและเงาโดยไม่ใช้สาย
[๒] |
|
๒๔๗๑
(1928) |
เจมส์ เบรด(James L. Baird)
นำแผ่นกรองสีมาใช้แยกสัญญาณสี
เกิดการส่งภาพสี [๒] |
|
๒๔๗๙
(1936) |
แพร่ภาพขาว-ดำเป็นครั้งแรกในประเทศอังกฤษด้วยระบบ
๔๐๕ เส้น ๒๕ ภาพต่อวินาที [๒] |
|
๒๔๙๔
(1951) |
แพร่ภาพสีเป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยระบบ
๕๒๕ เส้น ๓๐ ภาพต่อวินาที [๒] |
|
๒๔๙๕
(1952) |
ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์แห่งแรกในประเทศไทย
คือ
สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวี
[๙] |
|
๒๔๙๘
(1955) |
มีการแพร่ภาพขาว-ดำเป็นครั้งแรกในประเทศไทยโดยสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวี
ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน
[๙] |
|
๒๕๐๐
(1957) |
ก่อตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง
๗ และมีการแพร่ภาพเป็นภาพขาว-ดำ
[๙] |
|
๒๕๑๐
(1967) |
สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง ๗
แพร่ภาพเป็นโทรทัศน์สีระบบ PAL
เป็นแห่งแรกของประเทศไทย [๙] |
|
๒๕๑๓
(1970) |
ก่อตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง
๓ โดยเป็นสถานีโทรทัศน์สีระบบ
PAL [๙] |
|
๒๕๑๗
(1974) |
สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๗
ย้ายมาเป็น
สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง๕
และได้เปลี่ยนจากการแพร่ภาพระบบขาว-ดำมาเป็นโทรทัศน์สีระบบพัล
(PAL) [๙] |
|
๒๕๓๙
(1996) |
สถานีวิทยุโทรทัศน์ไอทีวี(ใน
พ.ศ.๒๕๕๐เปลี่ยนเป็นสถานโทรทัศน์ทีไอทีวี)
เป็นสถานีแรกที่ใช้ระบบ UHF
เนื่องจากช่องสัญญาณในย่านความถี่
VHF
ถูกใช้จนเต็ม |
|
๗.บรรณานุกรม
up
|
[๑] USA,
Federal Communications Commission,
category, 28 April 2008, 30 April 2008 <http://www.fcc.gov>
[๒] Todorovic, Aleksandra Louis,Television
technology demystified, Burlington:
Elsevier, 2006.
[๓] Bray,John,Innovation and the
communications revolution, London: The
Institution of Electrical Engineers, 2002.
[๔] Grob, Bernard,Basic television and video
system, 5th ed. Singapore: McGraw-Hill,
1984.
[๕] ประเทศไทย, ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา,
ดิจิทัล, ๒๕ เมษายน ๒๕๕๐ <http://www.ceted.org>
[๖] กรัลลา, เพรสตัน,
เทคโนโลยีไร้สายทำงานอย่างไร, แปลโดย สุขสันต์
เรือนแก้ว, กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น,๒๕๔๘.
[๗] ปรัชญนันท์ นิลสุข,
ทฤษฎีและการทำงานเครื่องรับโทรทัศน์เบื้องต้น,
กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, ๒๕๔๑.
[๘] Frenzel, Louis E. Communication
electronics, 3rd ed. Singapore: McGraw-Hill,
2000.
[๙] เจน สงสมพันธุ์และนิคม อนันต์ทิพย์,
เทคโนโลยีโทรทัศน์. พิมพ์ครั้งที่ ๒, กรุงเทพฯ:
สถาบันอิเล็กทรอนิกส์กรุงเทพฯ, ๒๕๓๔. |
|
|
| |
|
|
|