|
๔.๑ การกำกับดูแลการแข่งขัน
ตลาดโทรคมนาคมบางประเภท เช่น โทรศัพท์พื้นฐาน
โทรศัพท์เคลื่อนที่
จำเป็นต้องลงทุนสูงในการสร้างโครงข่ายและมีต้นทุนจมมาก
ทำให้ตลาดมีแนวโน้มที่จะผูกขาดหรือมีการแข่งขันไม่เต็มที่
ในโครงสร้างตลาดที่มีการแข่งขันไม่เต็มที่
ผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาดอาจมีพฤติกรรมการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ
ได้
จึงจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคม
โดยทั่วไปแล้ว
มาตรการป้องกันการผูกขาดจะห้ามพฤติกรรมที่มีลักษณะของการค้าที่ไม่เป็นธรรม
ดังต่อไปนี้
๔.๑.๑
การใช้อำนาจเหนือตลาดในทางมิชอบ (abuse of
dominance)
ซึ่งเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงมีพฤติกรรมที่จำกัดหรือกีดกันคู่แข่งหรือเอาเปรียบผู้บริโภคโดยการกำหนดราคาสินค้าที่ไม่เป็นธรรม
เช่น การกำหนดราคาสูงเกินไป (unreasonably
high price)
การกำหนดราคาต่ำเกินไปเพื่อทำลายคู่แข่ง
(predatory pricing)
การเลือกปฏิบัติทางด้านราคา (price
discrimination) เป็นต้น
๔.๑.๒
การกระทำการตกลงร่วมกัน (agreement) หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าการ ฮั้ว
ซึ่งในกรณีดังกล่าว
ผู้ประกอบการซึ่งอาจไม่ได้มีอำนาจเหนือตลาดรวมตัวกันจนเสมือนมีอำนาจเหนือตลาด
และสามารถกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่หรือเอาเปรียบผู้บริโภค
เช่น
การร่วมกันกำหนดอัตราค่าบริการที่สูงเกินควร
เป็นต้น
๔.๑.๓
การรวมธุรกิจ (merger)
ซึ่งอาจมีผลทำให้การแข่งขันในตลาดน้อยลง
หรือเกิดการผูกขาดในตลาด
๔.๑.๔
การมีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม (unfair
trade
practice) ซึ่งเป็นมาตรการที่ห้ามมิให้ผู้ประกอบการไม่ว่ารายใหญ่หรือเล็กมีพฤติกรรมที่เป็นการจำกัดหรือกีดกันการแข่งขันที่ส่งผล ให้เกิดความเสียหายแก่ธุรกิจอื่นๆ เช่น การปฏิเสธที่จะให้บริการแก่
ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง
โดยไม่มี
เหตุผล หรือเลือกปฏิบัติระหว่างลูกค้าบางราย
เป็นต้น
มาตรการต่างๆ ข้างต้นเป็นมาตรการสำหรับป้องกันการผูกขาด ที่เกิดขึ้นในกิจการต่างๆ ทั่วไปรวมทั้งกิจการโทรคมนาคม นอกจากนี้ ในกิจการ
โทรคมนาคม ยังมีพฤติกรรมอื่นๆ
ที่กีดกันการแข่งขันที่มีลักษณะเฉพาะอุตสาหกรรมอีกด้วย
โดยเฉพาะการผูกขาดที่เกี่ยวข้องกับการกีดกันหรือเลือกปฏิบัติในการใช้โครงข่ายโทรคมนาคม
(telecom network) เช่น
การที่ผู้ประกอบการรายใหญ่อาจกีดกันหรือเลือกปฏิบัติไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กเชื่อมต่อกับโครงข่ายของตน
เป็นต้น
ในการกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมดังกล่าว
หน่วยงานกำกับดูแลอาจปรับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของกิจการโทรคมนาคม
และกำหนดกฎเกณฑ์ในการคุ้มครองแข่งขันเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับลักษณะของกิจการโทรคมนาคมก็ได้
เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์จะมีประโยชน์ในการวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ
ที่เกี่ยวกับการแข่งขันในตลาด เช่น
การวัดระดับการผูกขาดหรือการแข่งขันในตลาด
การวิเคราะห์ต้นทุน
การวิเคราะห์ราคาที่ไม่เป็นธรรม เป็นต้น
๔.๒
การกำกับดูแลอัตราค่าบริการโทรคมนาคม (Price
Regulation)
อัตราค่าบริการโทรคมนาคมที่กำหนดโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดที่มีการผูกขาดหรือการแข่งขันน้อยราย
มักอยู่ในระดับที่สูงกว่าในตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเต็มที่
ดังนั้น
จึงจำเป็นที่จะต้องมีการกำกับดูแลอัตราค่าบริการให้อยู่ในระดับที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
โดยการกำกับดูแล
อัตราค่าบริการจะมีความจำเป็นลดลงเมื่อตลาดมีการแข่งขันมากขึ้น
๔.๒.๑
หลักเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าบริการ
หลักการในการกำกับดูแลอัตราค่าบริการตามหลักเศรษฐศาสตร์
คือ
การกำหนดราคาของสินค้าหรือบริการที่สะท้อนต้นทุน
(cost-based pricing) โดยในภาวะดุลยภาพของตลาด
ราคาของสินค้าหรือบริการทั่วไปควรถูกกำหนด
ที่ระดับต้นทุนหน่วยสุดท้าย (marginal cost)
อย่างไรก็ตาม ในกรณีของตลาดโทรคมนาคม
ต้นทุนหน่วยสุดท้ายที่ใช้ในการคำนวณ
จะต้องเป็นต้นทุนหน่วยสุดท้ายในระยะยาว
(long-run marginal cost)
ซึ่งคิดถึงผลจากการลงทุนในโครงข่ายรวมอยู่ด้วย
อัตราค่าบริการที่สะท้อนต้นทุนเป็นอัตราค่าบริการที่มีประสิทธิภาพเนื่องจากทำให้เกิดปริมาณการใช้บริการอย่างพอเหมาะ
อัตราค่าบริการที่สะท้อนต้นทุนยังเป็นอัตราค่าบริการที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถประกอบการต่อไปได้โดยไม่ต้องได้รับการอุดหนุนจากรัฐหรือการอุดหนุนจากบริการอื่น
ของตน
ซึ่งจะช่วยป้องกันการกำหนดอัตราค่าบริการในลักษณะกีดกันการแข่งขัน
๔.๒.๒
ทางเลือกในการกำกับดูแลอัตราค่าบริการ
ทางเลือกในการกำกับดูแลอัตราค่าบริการทำได้หลายวิธี
เช่นการกำกับดูแลอัตราค่าบริการโดยอิงอัตราผลตอบแทน
(rate
of
return) และการกำหนดเพดานอัตราค่าบริการ (price
cap) เป็นต้น
การกำกับดูแลอัตราค่าบริการโดยอิงอัตราผลตอบแทน เช่น
การให้ผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาดคิดค่าบริการจากต้นทุนบวกด้วยอัตราผลตอบแทนการลงทุนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเช่น
ร้อยละ
๕
มักก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ
เช่น
การกำหนดอัตราผลตอบแทนที่ต่ำเกินไปจะทำให้ผู้ประกอบการมีแนวโน้มจะจำกัดการลงทุนจนทำให้บริการไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด
เป็นต้น ในขณะที่
การกำหนดอัตราผลตอบแทนที่สูงเกินไป
ไม่ได้สร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการปรับลดให้ต้นทุนมีประสิทธิภาพ
ในกรณีของการกำกับดูแลอัตราค่าบริการโดยการกำหนดเพดานอัตราค่าบริการ
(price cap)
หน่วยงานกำกับดูแลจะกำหนดเพดานอัตราค่าบริการ
ของบริการในแต่ละประเภท
โดยเพดานจะถูกปรับเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ ตามปัจจัยที่มีการกำหนดล่วงหน้า พื่อให้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจและจูงใจให้
ผู้ประกอบการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เช่น
ปรับเพดานราคาด้วยอัตราเงินเฟ้อและอัตราผลิตภาพ
(productivity) ในการประกอบการ เป็นต้น
ตัวอย่างสูตรพื้นฐานในการกำหนดเพดานอัตราค่าบริการ
คือ
PCIt+1 = PCIt
(1+It+1-Xt+1) (๑)
โดยที่
PCIt+1 คือ
ดัชนีเพดานอัตราค่าบริการที่ปรับใหม่
PCIt คือ
ดัชนีเพดานอัตราค่าบริการของปีฐาน (t)
It+1 คือ อัตราเงินเฟ้อของปีที่
t+1
Xt+1 คือ
อัตราผลิตภาพในการประกอบการของปี t+1
จากสูตรดังกล่าวอัตราค่าบริการที่ผู้ประกอบการจะสามารถจัดเก็บจากผู้บริโภคได้จะต้องไม่สูงกว่าเพดานอัตราค่าบริการ
(PCIt+1)
การกำหนดเพดานอัตราค่าบริการมีข้อดี
ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีความยืดหยุ่นในการกำหนดราคาบริการมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและจูงใจให้ผู้ประกอบการพยายามปรับปรุงประสิทธิภาพ
คุณภาพของบริการ และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ
มาให้บริการผู้บริโภค
ทั้งนี้ก่อนการกำกับดูแลอัตราค่าบริการ
โดยใช้เพดานอัตราค่าบริการ จำเป็นจะต้องมีการปรับอัตราค่าบริการให้มีความสมดุลกับต้นทุน (rate
rebalancing) ก่อน
มิฉะนั้นราคาในการกำกับดูแลก็จะไม่ใช่ราคาที่สะท้อนต้นทุน
โดยการปรับอัตราค่าบริการให้สมดุลกับต้นทุนอาจทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านโดยอาจนำเพดานอัตราค่าบริการมาใช้ควบคู่กับการปรับอัตราค่าบริการให้มีความสมดุลเมื่ออัตราค่าบริการเริ่มเข้าใกล้ต้นทุน
๔.๓ การจัดสรรคลื่นความถี่ (Spectrum
Allocation)
คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรที่จำเป็นต่อกิจการโทรคมนาคม
บริการโทรคมนาคมที่ใช้คลื่นความถี่ ได้แก่
โทรศัพท์เคลื่อนที่ ดาวเทียม วิทยุติดตามตัว
และบริการโทรคมนาคมเฉพาะกลุ่มต่างๆ
คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้โดยไม่หมดไปแต่มีอยู่อย่างจำกัดในแต่ละช่วงเวลา
ความจำกัดของคลื่นความถี่ส่งผลให้การใช้คลื่นความถี่โดยไม่มีการควบคุมจะทำให้เกิดการรบกวนกันจนทำให้ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้
จึงต้องมีกติกาในการจัดสรรและให้อนุญาตการใช้คลื่นความถี่ที่เป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ประเทศต่างๆ
ได้เริ่มอนุญาตให้มีการใช้คลื่นความถี่
โดยไม่ต้องขออนุญาต (unlicensed spectrum)
กับเทคโนโลยีไร้สายใหม่ๆเช่น เทคโนโลยี
802.11b
การจัดสรรคลื่นความถี่ให้ผู้ประกอบการแต่ละรายยังมีความสำคัญในการกำหนดโครงสร้างตลาดโทรคมนาคมว่าจะมีระดับการแข่งขันมากน้อยเพียงไร
๔.๓.๑
หลักเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการจัดสรรคลื่นความถี่
แนวคิดทางทฤษฎีในการบริหารคลื่นความถี่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สาธารณะสามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับต้นทุนและผลประโยชน์ทางสังคม(social
cost and social benefit analysis)
[๕]
ประโยชน์ทางสังคม (social
benefit)
จากการใช้คลื่นความถี่จะเพิ่มขึ้นเมื่อมีปริมาณการใช้คลื่นความถี่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม
ประโยชน์ดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง
(diminishing return) เนื่องจากเหตุผลต่างๆ
โดยเฉพาะการที่คลื่นความถี่ที่มีประโยชน์ในการใช้งานมากมักจะถูกนำมาใช้ก่อน
ในทำนองเดียวกัน ต้นทุนทางสังคม (social cost)
จากการรบกวนกันของคลื่นความถี่จะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ
ในช่วงที่มีการใช้คลื่นความถี่น้อย
แต่จะเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งเมื่อมีความแออัดในการใช้คลื่นความถี่มากขึ้นตามลำดับต่อมา
ประโยชน์ทางสังคมสุทธิ (net social benefit)
ของการใช้คลื่นความถี่เพื่อการสื่อสาร คือ
ประโยชน์ทางสังคมจากการใช้คลื่นความถี่หักลบด้วยต้นทุนทางสังคมจากการรบกวนกันของสัญญาณ
โดยปริมาณการใช้คลื่นความถี่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางสังคมสุทธิสูงสุด
(optimal utilization level)
คือจุดที่ต้นทุนหน่วยสุดท้าย (marginal cost)
เท่ากับผลประโยชน์หน่วยสุดท้าย (marginal
benefit)
๔.๓.๒
ทางเลือกในการจัดสรรคลื่นความถี่
ทางเลือกหลักๆ
ในการจัดสรรคลื่นความถี่มีสี่วิธีคือ
การจัดสรรแบบมาก่อนได้ก่อน (first-come, first
serve) การคัดเลือกแบบสุ่ม (lottery)
การคัดเลือกแบบเปรียบเทียบ (comparative
evaluation) และการประมูลคลื่นความถี่
(spectrum auction) โดยสามวิธีแรกเป็นการจัดสรรโดยอาศัยกลไกทางการบริหาร
(administrative approach)
ส่วนวิธีสุดท้ายเป็นการจัดสรรโดยอาศัยกลไกตลาด
(market-based approach)
เมื่อพิจารณาถึงความมีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ
(economic efficiency)
วิธีการแบบสุ่มหรือแบบมาก่อนได้ก่อนไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะได้ผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ส่วนวิธีการคัดเลือกแบบเปรียบเทียบ
แม้ว่าจะพิจารณาเกณฑ์ต่าง
ๆ
และเลือกผู้ประกอบการที่มีแผนงานที่มีองค์ประกอบที่ดีที่สุด
แต่การกำหนดเกณฑ์และให้น้ำหนักกับเกณฑ์ต่างๆ
เพื่อให้สะท้อนการใช้คลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่เรื่องง่ายในทางปฏิบัติ
นอกจากนี้
เกณฑ์หลายอย่างก็มีลักษณะเชิงคุณภาพซึ่งยากที่จะเปรียบเทียบกันได้
ที่สำคัญ
การคัดเลือกแบบเปรียบเทียบยังขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้คัดเลือกเป็นหลัก
และยากที่จะหลีกเลี่ยงความลำเอียงหรือการได้รับแรงกดดันจากกลุ่มผลประโยชน์
การคัดเลือกโดยวิธีนี้จึงมีปัญหามาก
สำหรับวิธีประมูลคลื่นความถี่นั้น
สิทธิในการใช้คลื่นความถี่จะตกกับผู้ที่ให้มูลค่ากับคลื่นความถี่สูงสุด
หรืออีกนัยหนึ่ง
คือผู้ที่สามารถใช้คลื่นความถี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
อย่างไรก็ตาม
ข้อสรุปดังกล่าวจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อการประมูลได้รับการออกแบบมาอย่างดี
ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริงภายใต้กฎกติกาที่มีความชัดเจนเท่านั้น
๔.๓.๓
การเปลี่ยนโอนสิทธิการใช้คลื่นความถี่
(spectrum trading)
แม้การประมูลคลื่นความถี่
เป็นวิธีการในการจัดสรรคลื่นความถี่
ที่มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจสูงสุด แต่การประมูลคลื่นความถี่ หรือการจัดสรรวิธี
อื่น ๆ
ไม่ได้มีหลักประกันว่าผู้ประกอบการที่ได้สิทธิในการใช้คลื่นความถี่จะสามารถใช้คลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
เนื่องจากผู้ได้สิทธิในการใช้คลื่นความถี่อาจประสบปัญหาทางธุรกิจเนื่องจากการคาดการณ์สภาวะตลาดผิดพลาด
หรืออาจประสบปัญหาเมื่อเทคโนโลยีหรือความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป
ซึ่งส่งผลทำให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นไม่ได้เป็นผู้ที่สามารถใช้คลื่นความถี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป
ตามหลักเศรษฐศาสตร์
การอนุญาตให้มีการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์
ในการใช้คลื่นความถี่ได้จะช่วยให้คลื่นความถี่เปลี่ยนมือ
ไปสู่ผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดในขณะนั้นได้
อย่างไรก็ตาม
การอนุญาตให้เปลี่ยนโอนสิทธิการใช้คลื่นความถี่ได้ควรเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคลื่นความถี่ถูกจัดสรรในครั้งแรกอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น
มิฉะนั้น
ผู้ที่ได้รับคลื่นความถี่จากวิธีการคัดเลือกที่ไม่มีประสิทธิภาพ
(เช่นการคัดเลือกแบบเปรียบเทียบในครั้งแรก)
อาจจะสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้จากการนำคลื่นความถี่ไปจำหน่ายต่อโดยที่รัฐไม่ได้ประโยชน์
๔.๔ การเชื่อมต่อโครงข่าย(Interconnection)
การเชื่อมต่อโครงข่ายมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ใช้บริการโทรคมนาคมจากต่างโครงข่ายสามารถติดต่อสื่อสารกันได้
โดยการเชื่อมต่อโครงข่ายระหว่างผู้ประกอบการเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ตลาดโทรคมนาคมมีการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพได้เร็วขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านจากตลาดผูกขาดไปสู่ตลาด
ที่มีการแข่งขัน
เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหม่จะสามารถเข้าแข่งขันในตลาดได้รวดเร็วขึ้น
หากสามารถเชื่อมต่อโครงข่ายที่มีอยู่ได้
โดยไม่ต้องลงทุนวางโครงข่ายโทรคมนาคมเองทั้งหมด
ในทางตรงกันข้าม
การกีดกันไม่ให้คู่แข่งขันสามารถเชื่อมต่อได้โดยผู้ประกอบการรายเดิมมักก่อให้เกิดการผูกขาดในตลาด
๔.๔.๑
หลักการพื้นฐานสำหรับการกำกับดูแลการเชื่อมต่อโครงข่าย
คู่มือการกำกับดูแลโทรคมนาคมของธนาคารโลกได้กล่าวถึงหลักการพื้นฐานที่สำคัญในการเชื่อมต่อโครงข่ายไว้เจ็ดประการซึ่งสอดคล้องกับ
หลักการของเอกสารอ้างอิงขององค์การการค้าโลก (WTO
Reference Paper) หลักการพื้นฐานดังกล่าวได้แก่
[๑]
ก)
การจัดทำแนวทางปฏิบัติสำหรับการเชื่อมต่อโครงข่ายล่วงหน้า
ข)
การกำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาด
หรือผู้ประกอบการ
ที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น (essential
facilities)
มีหน้าที่ต้องให้ผู้อื่นเชื่อมต่อโครงข่าย
ค)
การเชื่อมต่อโครงข่ายควรจะมีความโปร่งใส
(transparency)
ง)
การเชื่อมต่อโครงข่ายควรจะไม่เลือกปฏิบัติ
(non-discrimination)
จ)
ค่าเชื่อมต่อโครงข่ายควรจะสะท้อนต้นทุน (cost
orientation)
ฉ)
กระบวนการเชื่อมต่อโครงข่ายควรจะทันต่อเวลา
(timeliness)
ช)
หน่วยงานกำกับดูแลควรจัดให้มีกระบวนการระงับข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อโครงข่ายที่รวดเร็ว
และยุติธรรม
๔.๔.๒
ความสำคัญของค่าเชื่อมต่อโครงข่าย
ระดับของค่าเชื่อมต่อโครงข่าย
(interconnection charge)
มีผลกระทบโดยตรงต่อการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคม
เนื่องจากค่าเชื่อมต่อโครงข่ายจะมีผลต่อการตัดสินใจ
ในการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหม่
ซึ่งมีทางเลือกสองทางระหว่างการสร้างโครงข่ายเองหรือการขอใช้โครงข่ายที่มีอยู่ของผู้ประกอบการรายอื่น
ในทำนองเดียวกัน
ระดับของค่าเชื่อมต่อโครงข่ายยังมีผลต่อการตัดสินใจในการลงทุนและพัฒนาโครงข่ายของผู้ประกอบการรายเดิมอีกด้วย
ดังนั้นเป้าหมายประการหนึ่งของหน่วยงานกำกับดูแลคือการกำหนดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการใช้โครงข่ายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและเกิดการแข่งขันอย่างมีประสิทธิผล
ทั้งนี้
หากกำหนดให้ค่าเชื่อมต่อโครงข่ายสูงเกินไป
ผู้ประกอบการรายใหม่จะเข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น
หรืออาจจะมีการเพิ่มการลงทุนในโครงข่ายมากจนเกินไปในทางตรงกันข้ามการกำหนดให้ค่าเชื่อมต่อโครงข่ายต่ำเกินไปจะทำให้ผู้ประกอบการที่มีโครงข่ายไม่เต็มใจให้ผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาเชื่อมต่อ
ไม่มีแรงจูงใจที่จะลงทุนสร้างโครงข่ายใหม่
และส่งสัญญาณผิดให้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอเข้าสู่ตลาด
ดังนั้น
ค่าเชื่อมต่อโครงข่ายที่เหมาะสมเท่านั้นจึงจะช่วยให้ตลาดเกิดการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยการกำหนดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายที่สะท้อนต้นทุน
(cost-based)
ได้รับการยอมรับว่าเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด
[๖]
๔.๔.๓
การกำหนดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายที่สะท้อนต้นทุน
cost-based)
การกำหนดค่าเชื่อมต่อที่สะท้อนต้นทุน
จะคิดจากต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมต่อโครงข่ายของแต่ละฝ่าย
ทั้งนี้
การกำหนดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายที่สะท้อนต้นทุนเป็นการกำหนดอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่าย
ที่สอดคล้องกับตลาดที่มีการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ
และเป็นเครื่องมือในการป้องกันไม่ให้
ผู้ประกอบการรายเดิม
มีพฤติกรรมกีดกันการแข่งขัน
โดยตั้งราคาค่าเชื่อมต่อโครงข่ายที่สูงเกินไป
ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย
ที่สะท้อนต้นทุนยังจะช่วยส่งสัญญาณราคาที่ถูกต้องให้กับตลาดด้วย
วิธีการคิดต้นทุนที่มีประสิทธิภาพที่ยอมรับกันโดยทั่วไปคือต้นทุนส่วนเพิ่มระยะยาว
(long-run incremental cost หรือ LRIC)
นอกจากนี้
การกำหนดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายควรคิดแบ่งแยกตามส่วนประกอบ
(unbundling) อย่างเพียงพอ
เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกเชื่อมต่อเฉพาะในส่วนประกอบที่ต้องการเท่านั้น
ทั้งนี้
ในการคิดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายควรแยกต้นทุนในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันออกจากกันเป็นคนละอัตรา
เช่น
ในกรณีที่ต้นทุนในการเชื่อมต่อโครงข่ายในเขตพื้นที่ชนบทและในเขตเมืองมีความแตกต่างกันมาก
๔.๕ การให้บริการอย่างทั่วถึง(Universal
Service)
เป้าหมายที่สำคัญประการหนึ่งของบริการโทรคมนาคม
คือ
การมีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานที่เพียงพอครอบคลุมทั่วประเทศ
(availability)
โดยผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงได้
(accessibility)
ตลอดจนมีค่าบริการที่อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
(affordability)
ปัญหาที่สำคัญก็คือ
บริการอย่างทั่วถึงอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองแม้ในตลาดที่มีการแข่งขัน
เนื่องจากผู้ประกอบการอาจไม่สนใจให้บริการในพื้นที่ซึ่งอาจไม่มีความคุ้มทุนในการประกอบกิจการ
รัฐจึงอาจมีความจำเป็นที่ต้องแทรกแซงตลาดโดยใช้กลไกที่เหมาะสม
๔.๕.๑
สาเหตุที่มีการขาดแคลนบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน
การที่ประเทศต่างๆ
ไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึงนั้นเกิดจากปัญหาสองประการ
คือ
ก)
ช่องว่างในตลาด (market gap)
เกิดขึ้นเมื่อประชาชนมีรายได้เพียงพอที่จะซื้อบริการโทรคมนาคมได้
แต่ไม่มีบริการอย่างเพียงพอในตลาด
โดยปัญหาช่องว่างในตลาดสามารถแก้ไขได้โดยการดำเนินนโยบายส่งเสริมการทำงานของกลไกตลาดเพื่อเพิ่มการให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐาน
เช่น
การเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมให้มีการแข่งขันมากขึ้น
และการกำหนดกฎเกณฑ์และกำกับดูแลที่เป็นระบบและโปร่งใส
ข)
ช่องว่างทางความสามารถในการเข้าถึงบริการ
(access gap) เกิดขึ้นเมื่อประชาชนมีรายได้ต่ำ รือไม่เพียงพอ จะใช้บริการได้
แม้จะมีบริการ
โทรคมนาคมในพื้นที่นั้น
โดยปัญหาช่องว่างทางความสามารถในการเข้าถึงบริการสามารถแก้ไขได้โดยการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน
โดยให้เงินอุดหนุนเพื่อการบริการอย่างทั่วถึง
ซึ่งอาจมุ่งไปที่ผู้ประกอบการหรือกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้โดยตรง
๔.๕.๒ การคำนวณเงินอุดหนุนเพื่อการบริการอย่างทั่วถึง
โดยหลักการแล้ว
การคำนวณเงินเพื่อชดเชยให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อให้บริการอย่างทั่วถึงเพื่อลดช่องว่างทางความสามารถในการเข้าถึงบริการทำได้โดยการคำนวณส่วนต่าง
ระหว่างต้นทุนที่เกิดจากบริการอย่างทั่วถึงกับรายได้ที่ได้รับจากการให้บริการอย่างทั่วถึง
โดยการคำนวณการให้เงินอุดหนุนเพื่อการให้บริการอย่างทั่วถึงมีสองแนวทางหลักคือการใช้แบบจำลองต้นทุน
(cost proxy model) และการแข่งขันโดยการประมูล
(competitive bidding) [๗]
การใช้แบบจำลองต้นทุนมีข้อดีคือช่วยในการกำหนดงบประมาณเพื่อการให้บริการอย่างทั่วถึง
รวมทั้งการกำหนดวงเงินอุดหนุนสูงสุด
ส่วนการประมูลเป็นวิธีการใช้กลไกตลาดในการตัดสินว่าใครเป็นผู้ได้รับเงินอุดหนุนและจำนวนเงินที่อุดหนุน
โดยผู้กำกับดูแลอาจกำหนดวงเงินอุดหนุนสูงสุดไว้ก่อนแล้วเปิดประมูล
ผู้ที่ชนะคือผู้ที่เสนอจำนวนเงินอุดหนุนที่ต่ำกว่าวงเงินอุดหนุนที่กำหนดไว้มากที่สุด
๔.๖
การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (Consumer
Protection)
การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม
มีความเชื่อมโยง
กับการกำกับดูแลโทรคมนาคมในด้านต่างๆ เช่น
นโยบายการป้องกันการผูกขาดในตลาดโทรคมนาคม
ซึ่งมุ่งส่งเสริมการแข่งขันในตลาด
ป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดในเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค
นโยบายการให้บริการอย่างทั่วถึงซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ
ได้ใช้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานในอัตราค่าบริการที่ยอมรับได้
และนโยบายการกำกับดูแลด้านราคา
ซึ่งมีวัตถุประสงค์ไม่ให้ผู้ประกอบการในตลาดที่มีการแข่งขันไม่สมบูรณ์เอาเปรียบผู้บริโภคด้านราคา
เป็นต้น
๔.๖.๑
หลักเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค
ตามหลักเศรษฐศาสตร์
เมื่อตลาดสินค้าหรือบริการเกิดการแข่งขันอย่างเต็มที่แล้ว
ภาครัฐไม่ควรจะเข้ามาแทรกแซงตลาด
เนื่องจากกลไกตลาดจะนำผลประโยชน์สูงสุดมาสู่ผู้บริโภค
ยกเว้นแต่ในกรณี ที่มีความล้มเหลวของกลไกตลาด (market failure)
เกิดขึ้น รัฐจึงควรเข้ามาทำหน้าที่
ในการคุ้มครอง
ผู้บริโภค
ความล้มเหลวของกลไกตลาดที่ทำให้รัฐต้องเข้ามาคุ้มครองผู้บริโภคที่สำคัญมีสามประการคือ
ก)
การผูกขาดในตลาด หากตลาดมีการผูกขาด
ผู้ประกอบการอาจมีพฤติกรรมในการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคได้ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ข)
ความเหลื่อมล้ำทางด้านข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภค
หากผู้บริโภคไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า
หรือบริการอย่างเพียงพอ เช่น ผู้ใช้บริการ
มักไม่ทราบว่า
ผู้ให้บริการคิดค่าบริการเกินกว่าที่ตนใช้ไปจริงหรือไม่
ผู้ประกอบการก็สามารถเอาเปรียบผู้บริโภคได้
ค) การควบคุมดูแลด้านความปลอดภัย
และสุขภาพของผู้บริโภค
สินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน
อาจจะส่งผลต่อความปลอดภัย และ
สุขภาพของผู้ใช้
ทั้งนี้
การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมจะมีทั้งส่วนที่มีลักษณะเหมือนกับสินค้าหรือบริการทั่วไปและส่วนที่มีลักษณะเฉพาะตัว
การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมมักจะครอบคลุมถึงเรื่องดังกล่าวต่อไปนี้
-
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (privacy)
-
เงื่อนไขการใช้บริการ
(terms of service)
-
การเรียกเก็บค่าบริการ (billing)
-
การเปลี่ยนผู้ให้บริการโดยไม่แจ้งต่อผู้บริโภค
(spamming)
-
การยัดเยียดบริการ
(cramming)
-
การโฆษณา
(advertising) เป็นต้น
ทั้งนี้
แนวทางในการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมที่สำคัญมีอย่างน้อยสี่เรื่อง
คือ การกำกับดูแลคุณภาพบริการ (Quality of
Services)
การใช้แนวทางปฏิบัติของอุตสาหกรรม (Industry
Code of Practice)
การใช้มาตรฐานของระบบวัดและเรียกเก็บค่าบริการ
(billing
and metering system)
และการรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขข้อพิพาท
(dispute resolution) [๘] |