|
|
|
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
(Synchronous
Digital Hierarchy: SDH)
มาตรฐานที่พัฒนาโดยโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ
ใช้ในการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงผ่านโครงข่ายเส้นใยนำแสงโดยมีอัตราเร็วในการ
ส่งข้อมูลตั้งแต่ ๑๕๕
เมกกะบิตต่อวินาทีขึ้นไป
มีการนำไปใช้กับทุกประเทศยกเว้นอเมริกาเหนือและญี่ปุ่น
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงโซเน็ต
(Synchronous
Optical Network: SONET)
มาตรฐานที่กำหนดโดยสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาในการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงผ่านโครงข่ายเส้นใยนำแสงโดยอุปกรณ์ที่ใช้งาน
สามารถผลิตให้สามารถทำงานร่วมกันได้กับอุปกรณ์ในโครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
มีการนำมาใช้กับอเมริกาเหนือและญี่ปุ่น
เครือข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงพีดีเอช
(Plesiochronous
Digital Hierarchy: PDH)
เทคโนโลยีที่ใช้ในเครือข่ายการส่งข้อมูลปริมาณมากบนอุปกรณ์ดิจิทัลที่สื่อสารผ่านระบบเส้นใยนำแสงหรือระบบวิทยุไมโครเวฟโดยยอมให้มีความ
คลาดเคลื่อนของสัญญาณนาฬิกาได้เพียงเล็กน้อย
การแปลงสัญญาณแบบพีซีเอ็ม
(Pulse
Code Modulation: PCM)
การสร้างข้อมูลดิจิทัล จากสัญญาณแอนะล็อก
โดยการนำสัญญาณแอนะล็อก มาสุ่มตัวอย่าง
โดยช่วงเวลาที่สม่ำเสมอจากนั้น ะนำขนาดของ
สัญญาณที่ได้ในแต่ละช่วงของการสุ่มตัวอย่างแทนด้วยรหัสในทางดิจิทัล
เพื่อนำไปใช้งานต่อไป
มัลติเพล็กซ์แบบแบ่งความถี่หรือเอฟดีเอ็ม
(Frequency
Division Multiplex: FDM)
การมัลติเพล็กซ์
หรือการรวมใช้ช่องสัญญาณโดยรวมหลายสัญญาณข้อมูล
ตามความถี่ เช่น
สัญญาณข้อมูลของผู้ใช้หลายรายเข้าด้วยกัน
ด้วยการ
แบ่งช่วงความถี่แต่ละช่วงให้กับสัญญาณข้อมูลของผู้ใช้แต่ละราย
แล้วนำไปผสมกับสัญญาณคลื่นพาหะที่แตกต่างกันเพื่อส่งออกไปยังปลายทาง
มัลติเพล็กซ์แบบแบ่งตามเวลาหรือทีดีเอ็ม
(Time Division Multiplex: TDM)
การมัลติเพล็กหรือการรวมใช้ช่องสัญญาณ
โดยรวมหลายสัญญาณข้อมูลตามเวลา เช่น
สัญญาณข้อมูล ของผู้ใช้หลายรายเข้าด้วยกัน
ด้วยการแบ่ง
ช่วงเวลาแต่ละช่วงให้กับสัญญาณข้อมูลของผู้ใช้แต่ละราย
แล้วนำไปผสมกับสัญญาณคลื่นพาหะเพื่อส่งออกไปยังปลายทาง
|
๒. บทคัดย่อ
up
|
|
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอชเป็นมาตรฐานการสื่อสารที่กำหนดโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ
ในระบบเอสดีเอชการใส่เข้าหรือดึงออกสัญญาณจากระดับสูงไปยังระดับต่ำ
หรือจากระดับต่ำไปยังระดับสูงของการใช้ช่องสัญญาณร่วมกัน
จะไม่ต้องมีการรวมหรือแยกสัญญาณตามลำดับขั้นเหมือนกับในระบบพีดีเอช
เนื่องจากการใช้บริการต่างๆ
ที่มีหลากหลายมากขึ้น
ทำให้การมัลติเพล็กซ์แบบพีดีเอชซึ่งเป็นพัฒนาการรุ่นก่อนหน้านั้น
ไม่สามารถตอบสนองความต้องการในการส่งสัญญาณข้อมูลขนาดใหญ่ที่ระยะทางไกลได้
ดังนั้น
การนำเอสดีเอช
มาใช้ในระบบโทรคมนาคม
จึงสามารถทำให้ตอบสนองความต้องการทางคุณภาพการส่งที่ดีขึ้นการให้บริการที่มากขึ้นและความยืดหยุ่นคล่องตัวในการใช้ช่องสัญญาณได้ระบบเอสดีเอชสามารถนำไปใช้กับงานในทุกลักษณะของเครือข่าย
ทั้งสำหรับเครือข่ายย่อยและเครือข่ายหลัก
ที่มีระยะทางไกลหรือเครือข่าย
ที่ใช้ในการเชื่อมต่อโดยที่การใช้เส้นใยนำแสงแบบโหมดเดียวควบคู่ไปกับระบบเอสดีเอชจะทำให้เพิ่มความจุและความเร็วสัญญาณได้มาก
|
Abstract
up
|
|
Synchronous
Digital Hierarchy(SDH) is an
international standard
defined by the International
Telecommunication UnionTransmission
(ITU-T). The synchronous transport method
embodied in these standards not only
fulfills all the requirements of a
point-to-point transmission system, they
also satisfy all the requirements of basic
telecommunication networkswitching,
transmission and network control. Thus, SDH
can be applied, in a seamless and unified
manner, in all application sectorsthe local
loop, the inter-exchange network and the
long-haul link. With single mode fibers as
the transmission medium, the bandwidth
frequency is to be exploited by going in for
wide-band and high-speed transport in the
digital domain. In SDH, multiplexing from a
lower to higher signal hierarchy or
demultiplexing from a higher to lower
hierarchy can be done without going through
each of the intermediate steps as that in
Plesiochronous Digital Hierarchy (PDH). The
expectations of the users as well as the
operators owing to the rapid advances in
optical transmission, integrated electronics
and software technologies expose the
limitations of the existing PDH. Therefore,
the need to transport a large volume of data
over long distance to cater to a multitude
service can be fulfilled with SDH system.
With SDH, the telecommunication network can
achieve better quality of service (QoS),
more services and flexibility in
multiplexing and demultiplexing process.
|
๓.บทนำ (Introduction)
up
|
|
ยุคแรกของการพัฒนาวิธีการ
ที่จะรองรับผู้ใช้งานโทรศัพท์ที่มีมากขึ้น
เพื่อการใช้ช่องสัญญาณร่วมกันนั้น
เป็นการนำระบบมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งตาม
ความถี่(Frequency
Division Multiplex: FDM)
มาใช้รวมกับช่องสัญญาณเสียงหรือโทรศัพท์
จากการก้าวหน้าในวงจรสารกึ่งตัวนำและความต้องการใช้ช่องสัญญาณโทรศัพท์ที่มากขึ้น
ช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1960 การแปลงสัญญาณ
แอนะล็อคเป็นดิจิทัล หรือพีซีเอ็ม
(Pulse Code Modulation)
เป็นวิธีการใหม่ในการแปลงสัญญาณข้อมูลเพื่อการใช้งานแบบดิจิทัลของการมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งเวลา(Time
Division Multiplex: TDM)
วิธีการพีซีเอ็มจะส่งข้อมูลเสียงที่แปลงแล้วด้วยอัตราบิต
๖๔ กิโลบิตต่อวินาที
(kbps)สำหรับหนึ่งช่องสัญญาณเสียง และจะรวม ๓๐
ช่องสัญญาณในการส่งออกไป
อาศัยเทคนิคการมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งตามเวลาเพื่อรวมช่องสัญญาณทั้งหมดส่งผ่านเครือข่ายด้วยอัตราบิต
๒,๐๔๘ กิโลบิตต่อวินาที สัญญาณในระดับ ๒
เมกกะบิตต่อวินาที (Mbps) รู้จักกันในชื่อ E1
ซึ่งใช้ในประเทศต่างๆ
ยกเว้นในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา
และญี่ปุ่นที่เป็นการรวมเพียง ๒๔
ช่องสัญญาณเสียง และมีอัตราการส่งข้อมูลที่
๑,๕๔๔ กิโลบิตต่อวินาที
ที่เรียกว่า T1
เมื่อความต้องการใช้งานช่องสัญญาณมีมากขึ้น
ชั้นหรือการจัดลำดับขั้นความสำคัญ
ของการรวมสัญญาณก็จะเพิ่มขึ้น
จึงเป็นที่มาของระบบการส่งข้อมูลแบบพีดีเอช
(Plesiochronous Digital Hierarchy: PDH)
โดยมีมาตรฐานซึ่งใช้ในยุโรปจะเป็นการรวม ๔
ช่องสัญญาณของสัญญาณที่มีอัตราในระดับ ๒
เมกะบิตต่อวินาที
เป็นสัญญาณรวมที่มีอัตราในระดับ ๘
เมกะบิตต่อวินาที
เมื่อต้องการจำนวนช่องสัญญาณมากขึ้นก็ใช้การรวมช่องสัญญาณในลักษณะคล้ายคลึงกัน
โดยการรวมช่องสัญญาณแบบในระบบพีดีเอชนั้น
อัตราการส่งข้อมูลระดับต่ำ
ที่มารวม
กันจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย
ทำให้ต้องมีการปรับอัตราบิตให้เท่ากัน
ในทุกๆระดับชั้นของการรวมสัญญาณ [๑]
ด้วยข้อจำกัดของระบบการสื่อสารข้อมูลดิจิทัลในระบบพีดีเอชที่ขาดความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดช่องสัญญาณระดับอัตราบิตพื้นฐาน
E1 หรือ T1 ที่จำเป็นต้องมีการรวม
หรือแยกสัญญาณตามลำดับชั้น
และเมื่อมีการปรับอัตราบิตของสัญญาณ
จะไม่สามารถบอกตำแหน่ง
ที่แน่นอนของข้อมูลช่องสัญญาณระดับอัตราบิตพื้นฐาน
รวมทั้งการที่ไม่มีความสามารถในการเฝ้าตรวจสมรรถนะของการส่งข้อมูลและการบริหารจัดการโครงข่ายที่เพียงพอ
ต่อมาในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษที่ ๑๙๘๐
ระบบการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
(Synchronous Digital Hierarchy: SDH)
ก็ได้กำเนิดขึ้น
และเข้ามามีบทบาทในการส่งข้อมูลความเร็วสูงเพื่อลดข้อจำกัดที่มีในระบบการสื่อสารพีดีเอชเดิม
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช มีลักษณะเด่น คือ
การเพิ่มและลดจำนวนช่องสัญญาณ
ทำได้ง่ายโดยไม่ต้องทำการรวม
หรือแยกสัญญาณตามลำดับชั้นการเปลี่ยนเส้นทางของวงจรเช่า
ที่ทำได้รวดเร็ว และการควบคุม
หรือเฝ้าดูสถานะรวมทั้งแก้ไขปัญหาเมื่อระบบเสียหายใช้งานไม่ได้เช่นมีการขาดของเส้นใยนำแสงหรือการล้มเหลวของอุปกรณ์บางส่วนจากส่วนกลางโดยโครงข่ายสำหรับบริหารจัดการโทรคมนาคม
(Telecommunications Management Network)
รวมทั้งการรองรับการเชื่อมโยงอุปกรณ์
โดยผู้ผลิตที่แตกต่างกันสามารถทำได้สะดวก
เนื่องจากเป็นมาตรฐานเดียวกัน [๒]
|
๔.หลักการทำงานเพื่อการอ้างอิง
(Principle of
Operation)
up
|
|
การทำงานโดยทั่วไป ของระบบเอสดีเอช คือ
การรวมสัญญาณในระดับที่ต่ำกว่า
มาอยู่ในระดับที่สูงกว่า
โดยหลักการรวมสัญญาณ ได้กำหนดเป็น
มาตรฐานไว้
เอสดีเอชมีอัตราการส่งพื้นฐานที่ระดับ
STM-1(Synchronous Transport Module Level 1)
ด้วยอัตราการส่งข้อมูล ๑๕๕.๕๒
เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งเทียบกับ
STS-3 (Synchronous Transport Signal Level 3)
หรือ
OC-3 (Optical Container Level 3)
ของระบบโซเน็ต [๓]
นอกจากหลักการในการรวมของสัญญาณแล้ว
มาตรฐานยังได้กำหนดโครงสร้างของ
STM-1
ซึ่งเมื่อนำส่วนประกอบต่าง ๆ
ที่ได้กำหนดไว้มารวมกันแล้วมักเรียกส่วนประกอบที่นำมารวมกันว่าเฟรม
โดยส่วนแต่ละส่วนได้ถูกกำหนดหน้าที่ไว้ เช่น
ส่วนเซคชั่นโอเวอร์เฮด(Section
Overhead:SOH)
ทำหน้าที่การปรับตั้งเฟรม บริหารจัดการ
และบำรุงรักษาช่องสัญญาณ ส่วนเพย์โหลด
(Payload)
ทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการข้อมูล
โดยทั้งส่วนของโอเวอร์เฮดและเพย์โหลดได้มีการจัดแบ่งเป็นส่วน
ๆ เพื่อทำหน้าที่ย่อย
|


รูปที่ ๔.๒
พื้นฐานเพื่อการอ้างอิงโครงสร้างเฟรม
STM-1
|
|
๕.มาตรฐาน
(Standards)
up
|
|
มาตรฐานของระบบเอสดีเอชถูกกำหนดขึ้นโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศในปี
พ.ศ.๒๕๓๑(ค.ศ.1988)โดยในปี พ.ศ.๒๕๓๒
(ค.ศ.1989) สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ
ได้กำหนดมาตรฐานต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการส่งสัญญาณของเอสดีเอช โดย
Rec.G.702, G.703,G.707,
G.708
และ
G.709
ครอบคลุมเรื่องอัตราเร็วของการส่งสัญญาณ
โครงสร้างเฟรม โครงสร้างการมัลติเพล็กซ์
และการแมพสัญญาณ ทริบูทารี Rec.
G.781, G.782
และ
G.783
ครอบคลุมในเรื่องของมาตรฐานในส่วนของอุปกรณ์
และ Rec. G.784 เป็นมาตรฐาน
ของการบริหารจัดการโครงข่าย
นอกจากนี้
สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศยังได้กำหนดคุณสมบัติของแต่ละอัตราความเร็วในการส่งสัญญาณไว้ใน
Rec. G.957 |
๖.จดหมายเหตุ
up
|
|
เหตุการณ์สำคัญของโครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
มีลำดับเหตุการณ์ดังนี้
ตารางที่ ๖.๑
เหตุการณ์สำคัญของโครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
|
ปี พ.ศ.
(ค.ศ.)
|
ลำดับเหตุการณ์สำคัญ |
|
๒๔๘๑
(1938)
|
อเล็ก รีฟส์(Alec Reeves)ได้จดสิทธิบัตรการแปลงสัญญาณแบบพีซีเอ็ม
ซึ่งเป็นการแปลงสัญญาณแอนาล็อกเป็นรหัสดิจิทัล |
|
๒๕๓๑
(1988)
|
สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือไอทียูได้ออกมาตรฐานเกี่ยวกับพีดีเอส
ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการรวมข้อมูลดิจิทัลเพื่อส่งข้อมูลในปริมาณมาก |
|
๒๕๓๕
(1992)
|
สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือไอทียูได้ออกมาตรฐานเกี่ยวกับเอสดีเอชขึ้น
เพื่อตอบสนองความต้องการในการส่งข้อมูล
และแก้ปัญหาที่มีในพีดีเอส |
|
|
|
๗.บรรณานุกรม
up
|
|
[๑] พงษ์ศักดิ์
สุสัมพันธ์ไพบูลย์, สื่อสัญญาณโทรคมนาคม.
กรุงเทพฯ: ดวงกมล, ๒๕๔๒
[๒] A.
Selvarajan, S. Kar and T. Srinivas, Optical
Fiber Communication Principles and Systems.
Singapore: McGraw Hill, 2002.
[๓] Harold
Kolimbiris, Fiber Optics Communications. New
Jersey: Prentice Hall, 2004.
|
|
|
|
| |
|
|