สารบัญ
 อภิธานศัพท์ (Glossary)
 บทคัดย่อ(ไทย อังกฤษ)
 วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์
มาตรฐานโทรคมนาคม
 จดหมายเหตุ
 บรรณานุกรม
บทสารานุกรมอื่น ๆ
โทรคมนาคม: นิยามและความหมาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๑ - โทรเลขและโทรศัพท์
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๒ - คลื่นวิทยุและการสื่อสารไร้สาย
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๓ - การ
สื่อสารด้วยแสงและการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียม
ประวัติการสื่อสาร
โทรคมนาคมโลก ๔-การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
ประวัติศาสตร์การสื่อสารไทย: ยุคอดีต
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: วิวัฒนาการโทรเลขและโทรพิมพ์
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกับกิจการโทรคมนาคม
ประวัติศาสตร์การสื่อสาร
โทรคมนาคมไทย: ยุคเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต
พื้นฐานร่วมเทคโนโลยี
โทรคมนาคมกับการสื่อสาร
มวลชน
พื้นฐานกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม
ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าด้านสื่อสาร
วิทยาการการทดสอบทางโทรคมนาคม

วิทยาการวางแผนและการสร้างแผนที่นำทางเทคโนโลยี
โทรคมนาคม

เศรษฐศาสตร์โทรคมนาคม

โซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม
พื้นฐานดัชนีวรรณกรรมสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและ
แขนงที่เกี่ยวข้อง
วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่และมาตรฐานโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง
สมาคมวิชาการไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมและสารสนเทศกับกิจกรรมวิชาการ
ชมรมไฟฟ้าสื่อสาร สมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความถี่วิทยุเพื่อการสื่อสาร
การบริหารจัดการทรัพยากรการสื่อสารวิทยุเบื้องต้น
รหัสมอร์สเพื่อการสื่อสาร
กล้ำสัญญาณพื้นฐานเพื่อ
การสื่อสาร
พื้นฐานเทคโนโลยีรหัสควบคุมความผิดพลาดสำหรับการ
สื่อสาร
พื้นฐานการแผ่สเปกตรัมสำหรับการสื่อสาร
หลักการของซีดีเอ็มเอ
หลักการเทียบจังหวะสัญญาณโทรคมนาคม
หลักการของปริมาณการใช้งานวงจรสื่อสารและหมายเลขโทรคมนาคม
โครงข่ายการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเอสดีเอช
พื้นฐานคุณภาพการบริการในเครือข่ายการสื่อสาร
เครือข่ายเฉพาะที่
เทคโนโลยีเอทีเอ็ม 
อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล
เวอร์ชัน ๖
โครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
 พื้นฐานสายส่งสัญญาณสำหรับการสื่อสาร
 วิทยาการโทรศัพท์พื้นฐานและโครงข่าย
 เทคโนโลยีชุมสายโทรศัพท์พื้นฐาน
หลักการของระบบตรวจสอบคู่สายโทรศัพท์พื้นฐาน
พื้นฐานระบบเทเลกซ์
หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องโทรสาร
เทคโนโลยีสื่อสารผ่านสายความเร็วสูง: ดีเอสแอล
การสื่อสารผ่านสายไฟฟ้า
โทรเลขเชิงแสง
พื้นฐานการสื่อสารเชิงแสง
พื้นฐานระบบสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง
พื้นฐานระบบเส้นใยนำแสงสู่บ้าน
ระบบสื่อสัญญาณแสงหลายช่องแบบ DWDM
พื้นฐานสายอากาศวิทยุเพื่อการสื่อสาร
สายอากาศฉลาด
เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะใกล้
ระบบการระบุด้วยคลื่นวิทยุหรืออาร์เอฟไอดี
วิทยาการเครือข่ายไร้สายแบบไวไฟ
วิทยุสมัครเล่น
วิทยาการเครือข่ายตรวจวัดสัญญาณแบบไร้สาย
อัลตราไวด์แบนด์สำหรับการสื่อสารไร้สาย
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์
การสื่อสารเหนือพื้นน้ำ
เครือข่ายเคเบิลใต้น้ำและ
การเชื่อมต่อในประเทศไทย
การแพร่ภาพโทรทัศน์พื้นฐาน
การพัฒนาเทคโนโลยี
เครือข่ายโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง
เทเลเท็กซ์
การสื่อสารบรอดแบนด์
การสื่อสารบรอดแบนด์ความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้า
เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย
พื้นฐานโครงข่ายการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล
เทคโนโลยีเครือข่ายส่วนตัวแบบเสมือน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย
เทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับระบบควบคุมการจำหน่ายไฟฟ้า
พื้นฐานระบบสื่อสารสำหรับการจ่ายไฟฟ้า
วิทยาการการสื่อสารข้อมูลจราจรผ่านคลื่นวิทยุกระจายเสียงเอฟเอ็ม
พื้นฐานระบบการสื่อสารเพื่อการบริหารทรัพยากรน้ำ
ระบบโทรมาตรเพื่อการ
ชลประทาน
ระบบการสื่อสารเพื่อการเตือนภัยสึนามิ
ระบบการสื่อสารเพื่อการแจ้งภัยและความปลอดภัยทางทะเล
ของโลก
พื้นฐานการสื่อสารกับหอเตือนภัย
เครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อโครงการการพัฒนาภูเก็ต
ระบบสื่อสารกองทัพไทย
พื้นฐานการสื่อสารผ่าน
ดาวเทียม
ประวัติและพัฒนาการของดาวเทียมสื่อสาร
วิทยาการดาวเทียมธีออส
ดาวเทียมไทพัฒ
ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรประเทศไทย
การรังวัดด้วยดาวเทียมจีพีเอสเพื่อการสำรวจทางการแผนที่
ระบบสำรวจข้อมูลทางสมุทรศาสตร์และสภาพ
แวดล้อมทางทะเลโดยใช้เทคโนโลยีทุ่นลอยสื่อสารผ่านดาวเทียม

   วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และมาตรฐานโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง
   (Revolution of Radio & Mobile Telephone and Related Standards)

   ต้อง ศรีคชา
   บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
 

  ๑. อภิธานศัพท์ (Glossary)

 
 

  โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบรวงผึ้ง (Cellular mobile telephone)

    
   วิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีลักษณะการใช้งานเช่นเดียวกับโทรศัพท์แต่สามารถนำไปใช้งานได้ในทุกพื้นที่ที่สัญญาณให้บริการ
        ครอบคลุมไปถึง

  โทรศัพท์ตู้สาขาอัติโนมัติแบบไร้สายหรือพีเอบีเอกซ์ (Cordless PABX)

        ระบบโทรศัพท์ตู้สาขาอัตโนมัติแบบไร้สาย (Private Automatic Branch Exchange) เป็นระบบโทรศัพท์ ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้งาน ตามอาคาร
        สำนักงานและโรงงาน เป็นต้น

  โทรศัพท์เคลื่อนที่พีซีเอ็น (Personal Communication Network: PCN)

        โทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนบุคคลจัดเป็นลักษณะหนึ่งของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ขนาดพื้นที่บริการของสถานีฐานมีจำกัด เสมือนการให้บริการ
        ส่วนบุคคล

  โทรศัพท์ไร้สายสำหรับบ้านพักอาศัย (Resident Cordless)

        โทรศัพท์ไร้สายที่ใช้กันแพร่หลาย ตามบ้านพักอาศัย ใช้เพื่อเพิ่มความสะดวก ในการใช้งานในตำแหน่งต่างๆ ของบ้านพักอาศัยโดยไม่ต้องเชื่อมต่อ
        สายโทรศัพท์

  วิทยุโทรศัพท์เฉพาะกลุ่ม (Trunk Mobile)

        ประเภทบริการของวิทยุโทรศัพท์เฉพาะกลุ่มใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกและใช้เพื่อการติดต่อ ระหว่างกันเป็นกลุ่มเฉพาะ เช่น กลุ่มผู้ให้บริการแท็กซี่หรือ
        กลุ่มรถขนส่ง เป็นต้น

  สถานีควบคุมทวนสัญญาณ (Dispatcher Station)

        สถานีควบคุมทวนสัญญาณกลาง ทำหน้าที่ในการควบคุมการใช้งาน และเป็นสื่อทวนสัญญาณ (Repeater) เพื่อทำให้เครื่องลูกข่ายในกลุ่มสามารถ
        ติดต่อถึงกันได้ไกลมากขึ้น

  สถานีฐาน (Radio Base Station)

        สถานีฐานหรือสถานีฐานวิทยุ ซึ่งในที่นี้หมายถึงสถานีวิทยุโทรศัพท์ที่ทำการกระจายคลื่นวิทยุให้ครอบคลุมพื้นที่บริการ

  แอพเพล็ต (Applet)

        ชิ้นงานหรือโปรแกรมเล็กๆ สำหรับทำงานในรูปแบบพื้นฐานที่สามารถทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์อื่นๆเช่นทำงานร่วมกับภาษาเอชทีเอ็มแอล(Hypertext
        Markup Language: HTML) เป็นต้น
 
  ๒. บทคัดย่อ up

       วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์ อธิบายได้จากความสัมพันธ์ที่สมดุลระหว่างผลของเทคโนโลยี องค์กรกำหนดมาตรฐาน และขีดความสามารถของผู้ผลิต  เพื่อตอบสนองความต้องการ ของผู้ใช้บริการได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น ความเป็นมาของการวิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์จากอดีต จึงสามารถทำให้ทราบถึงประวัติของการปรับเปลี่ยนองค์กรและมาตรฐานทางโทรคมนาคมที่มีความสำคัญและสัมพันธ์ต่อผลของเทคโนโลยีได้
 

  Abstract   up

         The evolution of radio telephone can be described by the related balancing areas among technologies, standard organizations, and ability of suppliers to appropriately response the customer requirements. General perspective of radio telephone evolution from the past including of related historical telecommunication standards and organizations, are important. They imply to these balancing of the evolution.

  ๓. วิวัฒนาการวิทยุโทรศัพท์ up  

      ทฤษฎีความสัมพันธ์สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๖โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ เจมส์ คลาร์ก แมกซ์เวลล์ (James Clerk Maxwell) และในปี พ.ศ. ๒๔๓๑ ทฤษฏีดังกล่าว ถูกนำมาใช้ในการทดลองเกี่ยวกับการแผ่กระจายของคลื่นวิทยุ  ของนักวิทยาศาสตร์ ชาวเยอรมันชื่อไฮน์ริช รูดอล์ฟ เฮิร์ทซ์ (Heinrich Rudolf Hertz) เมื่อประสบความสำเร็จจึงทำให้เกิดหน่วยวัดอัตราการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของไฟฟ้ากระแสสลับที่มีหน่วยเป็นเฮิรตซ์ “Hertz (Hz)” ขึ้น หลังจากนั้นทฤษฎีดังกล่าวได้มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๔๔๒ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่   เมื่อนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี  ชื่อ  กูกลิเอลโม มาร์โคนี่ (Guglielmo Marconi) สามารถประดิษฐ์อุปกรณ์รับส่งวิทยุ และได้ทำการทดสอบการติดต่อสื่อสารด้วยสัญญาณวิทยุระหว่างช่องแคบอังกฤษและฝรั่งเศสได้เป็นผลสำเร็จเป็นจุดกำเนิดของการพัฒนากิจการโทรเลขวิทยุ โทรศัพท์ โทรทัศน์และอื่นๆ ผ่านสื่อสัญญาณวิทยุ

       
๓.๑ วิทยุโทรศัพท์

 การใช้งานในกิจการสื่อสารต่างๆด้วยระบบสัญญาณวิทยุ ได้รับการยอมรับแพร่หลายมากขึ้นเป็นลำดับพร้อมทั้งมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เช่น  การส่งข่าวสารด้วยการเข้ารหัสโทรเลข การส่งสัญญาณเสียงพูดผสมเข้ากับคลื่นวิทยุ พาหะด้วยวิธีการเอเอ็ม (Amplitude Modulation: AM) และ
เอฟเอ็ม (Frequency Modulation:FM) เป็นต้น จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ได้เริ่มมีการนำสัญญาณวิทยุมาประยุกต์ใช้กับระบบวิทยุโทรศัพท์ เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้ในกิจการของตำรวจที่เมืองดีทรอยด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา [๑], [๒]
      
วิทยุโทรศัพท์หรือที่รู้จักในชื่อของ “Land mobile radio telephone” เป็นระบบวิทยุโทรศัพท์ ที่เครื่องโทรศัพท์สามารถใช้งานได้ในขณะเคลื่อนที่ไปภายใต้ขอบเขตที่สัญญาณวิทยุจากสถานีฐานสามารถส่งไปครอบคลุมถึง และเครื่องวิทยุโทรศัพท์สามารถส่งสัญญาณวิทยุ กลับมาถึงสถานีฐานได้เท่านั้น ดังแสดงในรูปที่ ๓.๑




                                                                           
รูปที่ ๓.๑ ตัวอย่างแสดงระบบวิทยุโทรศัพท์
และขอบเขตการให้บริการ

 

การควบคุมการติดต่อถูกควบคุม โดยส่วนควบคุมกลาง เพื่อให้เครื่องวิทยุโทรศัพท์แต่ละเครื่อง ในพื้นที่บริการ สามารถใช้งานช่องวิทยุ ได้โดยไม่รบกวนซึ่งกันและกัน โดยที่แต่ละเครื่องสามารถใช้งาน ได้พร้อมกันคนละช่องความถี่ เปรียบเสมือนการแยกการใช้งานของช่องสัญญาณวิทยุ ของแต่ละสถานีวิทยุกระจายเสียง

ตัวอย่างวิทยุโทรศัพท์ในยุคเริ่มต้น เช่น ไอเอ็มทีเอส (Improved Mobile Telephone Service: IMTS) ซึ่งถูกนำมาใช้งานที่เมืองชิคาโก  ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีจำนวนช่องสัญญาณ ๒๓ ช่องสัญญาณ และให้บริการต่อมาจนกระทั้งระบบวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้รับความนิยมแทน [๓]

      ๓.๒ วิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ [๔] [๕]

ข้อจำกัดของวิทยุโทรศัพท์ คือ การที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ ออกไปใช้บริการไกลเกินกว่าพื้นที่ให้บริการจากสถานีฐานได้ ดังนั้นจึงได้มีการพัฒนาขีดความสามารถของวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่งคือโดยการวางสถานีฐานให้กระจายออกไปครอบคลุมในทุกพื้นที่ โดยสถานีฐานเหล่านี้จะถูกควบคุมโดยตรงจากสถานีควบคุมกลาง ดังแสดงในรูปที่ ๓.๒ และเรียกระบบนี้ว่าระบบวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular mobile telephone)




                                                                           
รูปที่ ๓.๒ วิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่
 

การวางตัวของสถานีฐานเพื่อให้บริการกระจายตัวออกไป ทำให้พื้นที่บริการเชื่อมต่อกันมีลักษณะคล้ายรวงผึ้ง (Cellular) ซึ่งอาจเรียกระบบนี้ว่า ระบบโทรศัพท์รวงผึ้งหรือ วิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่

ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ถูกนำมาใช้ในกิจการเชิงพาณิชย์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๑ โดยบริษัทเอทีแอนด์ที (AT&T) ที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือที่รู้จักในชื่อระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แอมป์ (Advanced Mobile Phone System: AMPS 800) ใช้งานในย่านความถี่ ๘๐๐ เมกกะเฮิรตซ์ (MHz) และในปี พ.ศ.๒๕๒๔ ได้มีการนำระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เอ็นเอ็มที (Nordic Mobile Telephone: NMT 450) มาใช้ในงานเชิงพาณิชย์ ซึ่งประเทศที่นำมาใช้คือกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียประกอบด้วย ประเทศนอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์กและฟินแลนด์ โดยใช้งานในย่านความถี่ ๔๕๐ เมกกะเฮิรตซ์ (MHz) ซึ่งแต่ละกลุ่มสมาชิก แต่ละมาตรฐาน ได้มีการพัฒนาระบบกันอย่างต่อเนื่อง และใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้เพื่อให้ระบบสามารถให้บริการตอบสนองความต้องการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งมีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากภายใต้กรอบของทรัพยากรความถี่วิทยุที่มีอยู่อย่างจำกัด

โดยกลุ่มของวิทยุโทรศัพท์เมื่อแบ่งตามรูปแบบประเภทและลักษณะของการให้บริการสามารถแบ่งออกเป็น ๕ กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular Service) โทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนบุคคล (Personal Communication Network: PCN) โทรศัพท์ไร้สาย (Cordless) ทรังก์โมบาย (Trunk mobile) และโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม (Satellite) ดังรูปที่ ๓.๓ ซึ่งมีการแสดงการวางตำแหน่งของกลุ่มบริการ โดยที่แกนนอนด้านซ้ายคือ กลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่ (Mass market) หมายถึงอุปกรณ์ที่ผลิตเป็นจำนวนมาก ราคาถูก และด้านขวาคือ กลุ่มที่มีการใช้งานเชิงธุรกิจ (Business) หมายถึง อุปกรณ์ใช้เฉพาะกลุ่ม เช่นกลุ่มธุรกิจ ส่วนแนวแกนตั้ง แสดงถึงลักษณะการใช้งานหรือพื้นที่บริการถ้าอยู่ในตำแหน่งทางด้านล่าง กลุ่มที่มีการใช้งานเชิงอยู่กับที่ (On site) หมายถึงการบริการในพื้นที่จำกัด เช่นใช้ภายในบ้าน สำนักงาน แต่ถ้าเคลื่อนไปทางด้านบนแทนกลุ่มที่มีการใช้งานเชิงเคลื่อนที่ (Off site) การใช้งานได้ครอบคลุมกว้าง เช่น ทั่วโลก เป็นต้น

กลุ่มบริการประเภทโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular services)เป็นกลุ่มบริการที่มีการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานเดิมโดยที่ เครื่องโทรศัพท์สามารถเคลื่อนที่ใช้งานไปได้ทุกที่ที่มีสถานีฐานติดตั้งให้บริการครอบคลุมถึง
 




                                                                           
รูปที่ ๓.๓ แสดงประเภทการให้บริการวิทยุโทรศัพท์ตามลักษณะการใช้งาน
 

การให้บริการในแต่ละสถานีฐานมีรัศมีครอบคลุมหลายกิโลเมตร เพียงพอสำหรับการใช้งานภายในรถยนต์ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ให้สามารถได้รับบริการอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ากำลังจะเคลื่อนที่ผ่านจากพื้นที่บริการสถานีฐานหนึ่งไปอีกสถานีฐานหนึ่ง ตัวอย่างระบบมาตรฐานที่มีใช้งาน เช่น แอมป์ (Advanced Mobile Phone System: AMPS) เอ็นเอ็มที (Nordic Mobile Telephone: NMT) จีเอสเอ็ม (Global System for Mobile communications: GSM) และ แทคส์ (Total Access Communication System: TACS) เป็นต้น

กลุ่มบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนบุคคล (PCN services) คือ ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาจนสามารถติดต่อสื่อสารใช้งานเสมือนเป็นของบุคคล สะดวกต่อการพกพาติดตัวไปได้ทุกที่ ตัวอย่างของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สามารถทำเป็นพีซีเอ็น (PCN) ได้ เช่น จีเอสเอ็ม และดีซีเอส (Data Communication System: DCS) เป็นต้น โดยการปรับเพิ่มความจุของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เดิมให้สามารถพร้อมให้บริการในเขตพื้นที่ที่มีเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้งานอย่างหนาแน่น เช่น ใจกลางเมืองหลวง ย่านธุรกิจ ห้างสรรพสินค้า โดยการลดขนาดพื้นที่ให้บริการของแต่ละสถานีฐานเหลือเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ขณะที่ความจุในการให้บริการของแต่ละสถานีฐานเท่าเดิมหรือมากกว่า และขยับสถานีฐานให้มาอยู่ใกล้กันมากขึ้น ซึ่งในภาพรวมจะทำให้ความจุของการให้บริการรวมในพื้นที่นั้นสูงขึ้น แต่ผลกระทบจะทำให้การใช้งาน ขณะที่เครื่องโทรศัพท์มีการเคลื่อนที่ ด้วยความเร็วมากกว่า ๑๑ กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจไม่สามารถให้บริการอย่างต่อเนื่องได้

โทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนบุคคลคือการพัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง โดยมีรูปแบบการใช้งานในลักษณะเดียวกัน ทั้งยังมีการใช้งานได้ในทุกที่ทั่วโลกที่มีระบบเดียวกันให้บริการและ จากการที่มีผู้ใช้งานมาก ทำให้ต้นทุนต่อเครื่องต่ำลงได้

กลุ่มบริการประเภทวิทยุโทรศัพท์ไร้สาย (Cordless service) เป็นระบบที่มีสภาพการใช้งานที่เครื่องโทรศัพท์สามารถเคลื่อนที่ได้ไม่ไกลจากสถานีฐานมากนัก โดยปกติจะใช้งานอยู่ในช่วง ๕๐ ถึง ๑๐๐ เมตร หรือมากกว่าเล็กน้อย ด้วยเทคโนโลยีของโทรศัพท์ไร้สายได้ถูกนำมาพัฒนาและสามารถแบ่งกลุ่มประเภทบริการย่อยออกเป็นสามกลุ่มย่อยคือ กลุ่มใช้งานเฉพาะจุดหรือโทรศัพท์พกพา (Telepoint services) กลุ่มใช้งานในที่พักอาศัย (Residential Cordless) และกลุ่มใช้งานในสำนักงาน (Cordless PABX: Private Automatic Branch Exchange)

ตัวอย่างประเภทการใช้งานเฉพาะจุด เช่นการให้บริการโทรศัพท์พกพา (Telepoint) ตัวอย่างบริการชื่อ โฟนพอยท์ (Phone point) ซึ่งเคยให้บริการในเขตกรุงเทพมหานครในอดีต ผู้ใช้บริการต้องนำเครื่องไปใช้งานใกล้กับสถานีฐานที่ให้บริการ เสมือนเป็นเจ้าของโทรศัพท์สาธารณะส่วนบุคคล

บริการโฟนพอยต์ถึงแม้จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแบบ ซีที๒ (Cordless Telephone type 2: CT2) แต่ก็ประสบปัญหาขาดทุนและเลิกกิจการไป เนื่องจากมีการตลาดแข่งขันอย่างหนักและต้องแข่งขันในด้านคุณภาพอย่างมากกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะนั้น

อีกหนึ่งตัวอย่าง ของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโทรศัพท์พกพา คือ พีซีที (PCT) ซึ่งเป็นระบบตามมาตรฐานพีเอชเอส (Personal Handy-phone System: PHS) ของประเทศญี่ปุ่น โดยการผูกหมายเลขโทรศัพท์ที่บ้านเข้ากับหมายเลขเครื่องพีซีที และเพิ่มรูปแบบการใช้งานต่างๆ เช่นสามารถส่งภาพคู่สนทนาผ่านในเครื่องบางรุ่น รองรับการติดต่อสื่อสารด้วยความเร็วสูง เป็นต้น

โทรศัพท์ไร้สายสำหรับบ้านพักอาศัย (Resident cordless) คือโทรศัพท์ไร้สายที่ใช้กันแพร่หลายในบ้านพักอาศัย มีหลายมาตรฐาน เช่น ซีที๐ ซีที๑ ซีที๒ ซีที๓ และ เด็ค (CT0, CT1, CT2, CT3, and Digital Enhanced Cordless Telecommunications: DECT) เป็นต้น

โทรศัพท์ตู้สาขาอัตโนมัติแบบไร้สายหรือ พีเอบีเอกซ์ (Cordless PABX) เป็นการประยุกต์ใช้ระบบโทรศัพท์ไร้สายตามอาคารสำนักงาน หรือโรงงานอุตสาหกรรม มีมาตรฐานให้เลือกใช้งานเช่น ซีที๒ และ เด็ค เป็นต้น

ประเภทบริการวิทยุโทรศัพท์เฉพาะกลุ่ม (Trunk mobile service) หรือในชื่ออื่นๆ เช่น พีเอ็มอาร์ (Private Mobile Radio: PMR) หรือ พีเอเอ็มอาร์ (Public Access Mobile Radio: PAMR) มีจุดเด่นของระบบคือ ความสามารถเรียกติดต่อกันภายในกลุ่มเช่น กลุ่มผู้ขับรถแท็กซี่ กลุ่มประกันภัย กลุ่มบริการรถขนส่งสินค้า หรือกลุ่มอื่น ๆที่มีพนักงานกระจายอยู่นอกสถานที่ทำงานเป็นวงกว้างและต้องการติดต่อถึงกันเป็นประจำ

วิทยุโทรศัพท์เฉพาะกลุ่มใช้ได้ทั้งการติดต่อสื่อสารด้วยเสียงและข้อมูล และพบใช้มากในประเทศกลุ่มยุโรป รวมถึงประเทศสหรัสอเมริกาที่นำไปใช้งานโดยใช้เฉพาะการติดต่อสื่อสารข้อมูลเป็นหลัก สำหรับในประเทศไทยมีบริการตัวอย่างเช่น บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้ชื่อ ซีบีอาร์ (Common Base Radio Telephone: CBR) ซึ่งการติดต่อถึงกันจะกระทำผ่าน dispatcher หรือสถานีควบคุมทวนสัญญาณกลาง ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการใช้งานและทำตัวเป็นสื่อทวนสัญญาณ (repeater) เพื่อทำให้เครื่องลูกข่ายในกลุ่มสามารถติดต่อถึงกันได้ไกลมากขึ้น ดังแสดงในรูปที่ ๓.๔

ด้วยเทคโนโลยี  ของวิทยุโทรศัพท์เฉพาะกลุ่มนี้  อาจประยุกต์ใช้เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้เช่นกัน เพียงแต่เป็นข้อกำหนด เพื่อให้สามารถแยกกลุ่ม
ประเภทบริการให้เกิดความแตกต่างที่ชัดเจน จึงแยกประเภทเป็นระบบวิทยุโทรศัพท์เฉพาะกลุ่ม
 




                                                                           
รูปที่ ๓.๔ แสดงตัวอย่างการทำงานระบบวิทยุโทรศัพท์เฉพาะกลุ่ม
 

กลุ่มบริการวิทยุโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม (Satellite service) เกิดขึ้นเพื่อจับกลุ่มธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องใช้บริการการติดต่อสื่อสารได้ทุกที่ทั่วโลก แม้แต่ในพื้นที่ที่การติดต่อสื่อสารด้วยระบบปกติอื่น ๆ ไม่สามารถให้บริการถึงอาทิ กลางทะเลทราย หรือกลางมหาสมุทร โครงการ ที่จะให้บริการประเภทนี้
จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมาก ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงสูงด้วย ตัวอย่างโครงการเช่น โครงการ อินมาร์แซท (Inmarsat) โครงการอิริเดียม (Iridium) และโครงการโกลบอลสตาร์ (Globalstar) เป็นต้น

ผลจากการเจริญเติบโต ของการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนบุคคล จนสามารถนำติดตัวไปใช้งานได้ทุกที่ทั่วโลก ที่ใช้
มาตรฐานระบบเดียวกัน และทำการเชื่อมต่อถึงกัน ทำให้โครงการการให้บริการวิทยุโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผ่านดาวเทียมต้องประสบปัญหาอย่างมาก ดังเช่น โครงการอิริเดียมที่ต้องยุติการดำเนินการ
 

       ๓.๓ ยุคของโทรศัพท์เคลื่อนที่

      
สำหรับการแบ่งกลุ่มโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามเทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนาสามารถแบ่งตามหลักสากลออกเป็นสามยุคคือ๑จี (1G) (พ.ศ. ๒๕๒๐-๒๕๓๔) ๒จี (2G) (พ.ศ. ๒๕๓๕ – ๒๕๔๓) และ ๓จี (3G) (พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นต้นไป)

โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคแรก หรือ ๑จี (First Generation: 1G) เป็นระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้เทคโนโลยีแบบอนาลอก (Analog) เป็นเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนน้อยใช้วิธีผสมผสานสัญญาณวิทยุพาหะแบบง่ายๆ เช่น วิธีการผสมสัญญาณแบบเอฟเอ็ม (FM modulation) และวิธีเอฟดีเอ็มเอ(Frequency Division Multiple Access: FDMA) ตัวอย่าง เช่น ระบบแอมป์ ระบบเอ็นเอ็มที เป็นต้น

ระบบส่วนใหญ่ในยุคต้น ๆของยุคนี้ถูกพัฒนาใช้งานในช่วงความถี่ ๔๕๐ เมกกะเฮิรตซ์ (MHz) ซึ่งเป็นระบบที่มีจำนวนช่องวงจรน้อย และความจุของระบบมีเพียง ๒๐,๐๐๐ ถึง ๓๐,๐๐๐ เครื่องโทรศัพท์ สามารถนำช่องความถี่ที่ใช้งานแล้วกลับมาใช้ใหม่ จากนั้นได้มีการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับทั้งการเพิ่มความจุของระบบ วิธีการนำความถี่ที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ในพื้นที่อื่น และประสิทธิภาพอื่น ๆเพิ่มขึ้น

โทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่สอง หรือ ๒จี (Second generation: 2G) เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่พัฒนามาจากยุค ๑จี ด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่นการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล (Digital) อย่างสมบูรณ์ในทุกขั้นตอนของสัญญาณติดต่อ การใช้เทคนิคการเข้าถึงช่องสัญญาณแบบแบ่งช่องเวลาหรือทีดีเอ็มเอ (Time Division Multiple Access:TDMA)และการใช้เทคนิคการเข้าถึงช่องสัญญาณแบบใช้รหัสหรือซีดีเอ็มเอ (Code Division Multiple Access: CDMA) เป็นต้น

ตัวอย่างระบบในยุค 2G เช่น ระบบดีแอมป์ (Digital-AMPS: DAMPS) พัฒนามาจากระบบแอมป์ ระบบจีเอสเอ็มพัฒนามาจากระบบเอ็นเอ็มที และระบบที่เกิดขึ้นในยุค ๒จี อย่างเช่นระบบซีดีเอ็มเอวัน (cdmaOne) หรือ ไอเอส-๙๕ (Interim Standard 95: IS-95) เป็นต้น ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนาโดยบริษัทควอลคอมม์ (Qualcomm) และได้ถูกกำหนดให้เป็นมาตรฐานระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่อีกระบบของประเทศสหรัฐอเมริกา

ถึงแม้จะใช้เทคโนโลยีของดิจิทัลที่สมบูรณ์ทั้งระบบแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นการพัฒนาการให้บริการจากบริการพื้นฐานของยุค ๑จี โดยตรงทำให้ระบบโทรศัพท์ในยุค ๒จี ไม่สามารถรองรับการให้บริการแบบมัลติมีเดียที่ต้องการบริการรับส่งข้อมูลปริมาณมาก ๆและหลากหลายบริการพร้อม ๆ กันได้

ในระหว่างการโอนถ่ายจากยุค ๒จี มาเป็น ๓จี ผู้ให้บริการในระบบ ๒จี ต้องใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างมาก เพราะอาจจำเป็นต้องรื้อและปรับระบบใหม่ทั้งหมดและเพื่อช่วยลดต้นทุนในการเปลี่ยนแปลงครั้งเดียวที่สูงมาก ดังนั้นจึงเกิดมาตรฐานระบบทางเลือกสำหรับผู้ให้บริการปรับจากยุค ๒จี มาเป็น ๒.๕จี หรือ ๒จีพลัส (Enhanced 2G: 2+G) ซึ่งในระบบ ๒จี เดิมจะสามารถรองรับการส่งข้อมูลด้วยความเร็วเพียง ๙.๖ กิโลบิตต่อวินาที (kbps) มาเป็น ๕๗.๖ กิโลบิตต่อวินาที (kbps) ด้วยวิธีการสื่อสารแบบ เอชเอสซีเอสดี (High Speed Circuit Switched Data : HSCSD) และสูงถึง ๑๗๑.๒ กิโลบิตต่อวินาที (kbps) ตามมาตรฐานจีพีอาร์เอส (General Packet Radio System: GPRS) สำหรับระบบจีเอสเอ็ม ส่วนผู้ให้บริการระบบดีแอมป์ก็สามารถปรับวิธีการให้บริการให้สามารถส่งความเร็วได้สูงถึง ๑๑๕ กิโลบิตต่อวินาที (kbps) ตามมาตรฐานยูดับบลิวซี-๑๓๖ (Universal Wireless Communication: UWC-136) หรือมาตรฐาน เอ็จ (Enhanced Data rate for GSM Evolution: EDGE) ที่สามารถรองรับการติดต่อสื่อสารข้อมูลด้วยความเร็วสูงถึง ๓๘๔ กิโลบิตต่อวินาที (kbps)

โทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่สาม หรือ ๓จี (Third Generation: 3G) เป็นยุคของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ระบบใหม่ที่ออกแบบต้องสามารถรองรับบริการที่หลากหลายซึ่งไม่เคยให้บริการมาก่อนหรือไม่สามารถให้บริการได้ในยุค ๒จี

ตัวอย่างบริการที่หลากหลายเช่น การประชุมทางไกลผ่านสื่อวิดีโอ (Video Teleconferencing) อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (High Speed Internet) และ ข้อมูลความเร็วสูง (High Rate Data) เป็นต้น สำหรับมาตรฐานของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุค ๓จี ที่สมบูรณ์จะสามารถรองรับบริการสื่อสารข้อมูลรวมความเร็วสูงถึง ๒ เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ตามมาตรฐานดับบิลซีดีเอ็มเอ (Wide Band – CDMA: WCDMA)

ตัวอย่างระบบในยุค ๓จี เช่น ยูทีอาร์เอ (UTRA) ตามมาตรฐานยุโรป ซีดีเอ็มเอ ๒๐๐๐ (cdma2000) ตามมาตรฐานอเมริกาและ เออาร์ไอบี (ARIB) ตามมาตรฐานญี่ปุ่น เป็นต้น ทั้งสามระบบถึงแม้จะมีความแตกต่างในรายละเอียด แต่ก็ใช้หลักการและเทคโนโลยีมาตรฐานเดียวกันคือ ดับเบิลยูซีดีเอ็มเอ

ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่มีอยู่ด้วยกันหลายระบบ และมีให้บริการในหลายประเทศบางประเทศ เรียกชื่อแตกต่างกัน บางประเทศนำไปปรับปรุงและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมต่อการใช้งานในประเทศของตน อย่างไรก็ตามทุกระบบก็มีวัตถุประสงค์การใช้งานที่เหมือนกันคือ
การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่

ความเป็นมาของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีใช้อยู่ทั่วโลก เมื่อแบ่งตามยุคของเทคโนโลยีสามารถแสดงได้ดัง ตารางที่ ๓.๑

         ตารางที่ ๓.๑ การแจกแจงระบบวิทยุโทรศัพท์และระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ แยกตามยุคของเทคโนโลยี
 

ยุค

ระบบ

ต้นกำเนิด

หมายเหตุ

1G แอมป์ (Advances Mobile Phone System: AMPS) สหรัฐอเมริกา เปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๑ ในย่านความถี่ ๘๐๐ เมกกะเฮิรตซ์(MHz)
โอรูร่า แคนาดา (Automatic Roaming Radio: AORURA)
ซี๔๕๐ (C450) อาฟริกาใต้ คล้ายระบบซีเน็ตซ์ (C-Netz)
ซีเน็ตซ์ (C-Netz) เยอรมัน ย่านความถี่ ๔๕๐ เมกกะเฮิรตซ์(MHz) ๒๓๗ ช่องวงจร ความจุ ๑๕๐,๐๐๐
เอซีเอส (Advance Cellular System: ACS) สวีเดน เปิดให้บริการโดย บริษัทคอมวิค (Comvik network) เมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๒๖
ย่านความถี่ ๔๐๐ และ ๘๐๐ เมกกะเฮิรตซ์ (MHz)
ไดน่าแทค สหรัฐอเมริกา (Dynamic Adaptive Total Area Coverage: DYNATAC)
แมทส์ ฝรั่งเศส (Mobile Automatic Telephone System: MATS)
แนคส์ ญี่ปุ่น (NTT’s Advance Cellular Telephone System: NACTS)
เอ็นแอมป์
 

อีกชื่อหนึ่งของแอมป์ (AMPs)
(Narrow band AMPS: NAMPS)

เน็ตซ์-อี เยอรมัน (NETZ-E)

 

เอ็นเอ็มที ๔๕๐ (Nordic Mobile Telephone 450: NMT 450)

สแกนดิเนเวีย

ประเทศนอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก และฟินแลนด์ เริ่มใช้งาน พ.ศ.๒๕๒๔
ถูกนำไปประยุกต์ใช้งานในหลายประเทศ

 

1G เอ็นเอ็มที ๔๗๐ (Nordic Mobile Telephone 470: NMT 470) ไทย เป็นระบบ เอ็นเอ็มที ๔๕๐ ที่ปรับมาใช้งาน
ย่านความถี่ ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์ (MHz) สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ
เริ่มให้บริการ ปี พ.ศ.๒๕๒๙
เอ็นเอ็มที ๙๐๐ (Nordic Mobile Telephone 900: NMT 900) ยุโรป เริ่มใช้งาน พ.ศ.๒๕๓๐ ปรับปรุงเรื่องความจุและประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากระบบ เอ็นเอ็มที ๔๕๐ โดยเพิ่มความจุจากเดิม ๑๘๐ ไปเป็น ๑,๐๐๐ ช่องวงจร และเทคนิคเฉพาะได้ถึง ๑,๙๙๙ ช่องวงจร
พีเอซีเอ (PACA) อังกฤษ  
อาร์ซี ๒๐๐๐ (Radicom2000: RC2000)

 

ฝรั่งเศส เปิดให้บริการปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ให้บริการย่าน ๒๐๐ เมกกะเฮิรตซ์ ในเมืองหลวง และ ๔๐๐ เมกกะเฮิรตซ์ สำหรับบริการทั่วประเทศ ขนาด ๒๕๖ ช่องวงจร มีความจุถึง ๑๗๐,๐๐๐ เครื่อง ก่อนที่จะเริ่มเปลี่ยน
มาใช้ระบบ จีเอสเอ็ม
แทน
เจแทค (JTAC) ญี่ปุ่น เป็นระบบแทคส์ (TACS) ประยุกต์ใช้ในประเทศญี่ปุ่น ย่าน ๙๐๐ เมกกะเฮิรตซ์
อาร์ทีเอ็มเอส (RTMS) อิตาลี ให้บริการ พ.ศ.๒๕๒๘ ในย่าน ๔๕๐ เมกกะเฮิรตซ์
มีความจุสูงถึง ๗๐,๐๐๐ เครื่อง ๓๕๐ สถานีฐานเมื่อสิ้นปี พ.ศ. ๒๕๓๒ จากนั้นระบบเริ่มอิ่มตัวและเริ่มถูกแทนที่ด้วยระบบ แทคส์ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓
  แทคส์ (Total Access Communication System: TACS) อังกฤษ พัฒนาโดย บริษัทโมโตโรล่า คล้ายระบบแอมป์ พัฒนาเพื่อประเทศอังกฤษ เปิดให้บริการเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘
2G เอวันเน็ต (A1-Net) ออสเตรเลีย เป็นระบบ จีเอสเอ็ม ๙๐๐ (GSM900)
ซีดีเอ็มเอวัน สหรัฐอเมริกา

หรือไอเอส-๙๕ (Interim Standard 95: IS-95)
(Code Division Multi Access One: CdmaOne)

ซีที๒ (Cordless Telephone type 2: CT-2) ยุโรป

ระบบโทรศัพท์ไร้สายมาตรฐานยุโรป แบบที่ ๒
ย่านความถี่ ๙๐๐ เมกกะเฮิรตซ์

ซีที๓ ยุโรป

ปรับมาเป็นระบบเด็ค (DECT)
(Cordless Telephone type 3: CT-3)

ดีแอมป์ (Digital-AMPS: DAMPS) สหรัฐอเมริกา พัฒนาจากแอมป์เป็นระบบ ดิจิทัล
เด็ค (Digital Enhanced Cordless Telecommunications: DECT) ยุโรป ใช้เทคโนโลยี ทีดีดี (Time Division Duplex: TDD) มาตรฐานหนึ่งของอิทซี่ (ETSI)
อีจีเอสเอ็ม (Extended-GSM: E-GSM) ยุโรป เพิ่มแถบความถี่ไปอีก ๒ x ๑๐ เมกกะเฮิรตซ์
อีเน็ตซ์ (E-Netz) เยอรมัน ระบบจีเอสเอ็ม ๑๘๐๐ (GSM 1800) ใช้ในเยอรมัน
อีทีดีเอ็มเอ  

ปรับปรุงจากดีแอมป์
(Enhance-TDMA:E-TDMA)

จีเอสเอ็ม ๙๐๐ ยุโรป

พัฒนาจาก เอ็นเอมที ๙๐๐(Global System for Mobile ๙๐๐: GSM900)

จีเอสเอ็ม ๑๘๐๐ ยุโรป

หรือ ดีซีเอส ๑๘๐๐ (GSM1800)

เจดีซี ญี่ปุ่น

เทคโนโลยีทีดีเอ็มเอ(TDMA) ย่าน ๑,๕๐๐ เมกกะเฮิรตซ์
(Japan Digital Cellular: JDC)

ไอเด็น (Integrated Digital Enhance Network: IDEN)

สหรัฐอเมริกา

 

เปิดให้บริการทางพาณิชย์ โดย บริษัทโมโตโรล่า ให้บริการในปี พ.ศ.๒๕๓๗ ในย่าน ๘๐๐ ๙๐๐ และ ๑๕๐๐ เมกกะเฮิรตซ์ ใช้ การเข้ารหัสเสียงแบบเอ็ม๑๖คิวเอเอ็ม (M16QAM vocoder) และ ทีดีเอ็มเอ (TDMA)
พีซีเอส

สหรัฐอเมริกา

 

เป็นชื่อเรียกกลางสำหรับระบบโทรศัพท์ยุคที่ ๒ ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา
(Personal Communication Service: PCS)

พีดีซี (Personal Digital Cellular: PDC) ญี่ปุ่น เทคโนโลยี TDMA ใช้งานย่าน ๘๐๐ และ ๑๕๐๐ เมกกะเฮิรตซ์
เทตร้า ยุโรป

ตามมาตรฐานของอิทซี่ (ETSI)(Terrestrial Trunk Radio: TETRA)

3G เออาร์ไอบี ญี่ปุ่น (Association Radio Industries and Business: ARIB)
ซีดีเอ็มเอ ๒๐๐๐ 3GPP2 (cdma2000)
  เด็ค (Digital Enhanced Cordless Telecommunications: DECT) ยุโรป ทำงานโหมดทดีดี (TDD) และสามารถทำงานร่วมกับระบบจีเอสเอ็ม (GSM compatible) สมารถให้บริการสื่อสารข้อมูลสูงถึง ๑๑๕๒ กิโลบิตต่อวินาที (kpbs)
  เอ็จ ยุโรป

ปรับปรุงการเข้ารหัสวิทยุของระบบจีเอสเอ็ม สามารถรองรับบริการสื่อสารข้อมูลถึง ๓๘๔ กิโลบิตต่อวินาที
(Enhanced Data rate for GSM Evolution: EDGE)

  ดับบิลซีดีเอ็มเอ
(Wide Band – CDMA: WCDMA)
3GPP, ITU มาตรฐานกำหนดโหมดการทำงานได้ทั้ง เเอฟดีดี (Frequency Division Duplex: FDD) และทีดีดี (TDD) รองรับบริการสื่อสารข้อมูลได้ถึง ๒ เมกะบิตต่อวินาที (Mbps)
  ดับบิวยูซี ๑๓๖ (Universal Wireless Communication: UWC-136) อเมริกา ปรับปรุงตามมาตรฐานเอ็จ (EDGE)

 

 

         ๓.๔ ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่

  ในภาพรวมการใช้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และในยุคปี พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นต้นมา จำนวนหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่มีมากกว่าโทรศัพท์มีสายหรือโทรศัพท์บ้าน หรือสำนักงาน ซึ่งมีปัจจัยหลักๆที่สนับสนุน คือ

  1. ความต้องการบริการติดต่อสื่อสารได้ทุกที่ (Mobility Driving) ถึงแม้ว่าเครื่องโทรศัพท์มีสายจะให้คุณภาพในการติดต่อสื่อสารที่ดีกว่า สามารถติดตั้งไว้ที่บ้าน สำนักงาน รวมทั้งสะดวกต่อการใช้งานและมีค่าใช้บริการที่ถูก แต่เนื่องจากไม่สะดวกและไม่สามารถนำติดตัวไปใช้งานได้ทุกที่ ทำให้ความต้องการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จึงได้รับความนิยมมากขึ้นในทุกกลุ่มผู้ใช้งาน

  2. เทคโนโลยีสนับสนุน (Technology Driving) ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ เป็นผลทำให้ต้นทุนในการผลิตต่ำลงมาก ทั้งต้นทุนการผลิต ขนาด และนำหนักของอุปกรณ์เครื่องโทรศัพท์ แต่มีผลทำให้ประสิทธิภาพการทำงาน ของเครื่องโทรศัพท์เพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น แบตเตอรี่มีความจุมากขึ้นแต่มีขนาดเล็กลง ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้นทำให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น (ต่อการประจุไฟเต็มแต่ละครั้ง) โดยเฉลี่ยนานขึ้น ๑๐ เท่า ทุก ๆ ๕ ปี ของการพัฒนา

เทคโนโลยีการผลิตไอซี ทำให้สามารถผลิตไอซีที่มีขนาดเล็ก รวมทั้งสามารถรวมฟังก์ชันการทำงานจำนวนมากไว้บนไอซีเพียงตัวเดียวได้ และด้วยศักยภาพของการประมวลผลสัญญาณดิจิทัล (Discrete Signal Processing: DSP) ทำให้เครื่องโทรศัพท์มีรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น การประมวลผล การเข้ารหัสเสียง การจดจำเสียงพูด หรือการสื่อสารด้วยความเร็วสูง เป็นต้น

เทคโนโลยีของการโปรแกรม โดยเฉพาะ เทคโนโลยีแอพเพล็ต (Applet) เช่น จาวาแอพเพล็ต (java applet) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานกับเครื่องโทรศัพท์ได้อย่างกว้างขวาง

  1. แรงผลักดันด้านการตลาด (Marketing Driving) ผลจากการแข่งขันด้านการตลาด ทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์พัฒนารูปแบบการให้บริการเพื่อส่งเสริมความต้องการใช้งานของผู้ใช้บริการให้เพิ่มมากขึ้น เช่น การแข่งขันเรื่องค่าบริการที่ต่ำกว่าพร้อมทั้งคุณภาพบริการที่ดีขึ้น สามารถใช้ติดต่อสื่อสารได้ทุกที่ เป็นต้น

  2. การประยุกต์ใช้งานต่างๆ (Application Driving) การใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ นอกจากการใช้งานพื้นฐานเพื่อการติดต่อสื่อสารด้วยเสียง การรับส่งโทรสาร และการรับส่งข้อความขนาดสั้นแล้ว การให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ ก็เป็นอีกหนึ่งความสามารถที่โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถทำได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการประยุกต์ใช้งานโปรแกรมต่างๆ ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีอยู่

  3. ความรู้สึกเรื่องความปลอดภัย (Self-Safety Retarding) ปัญหาเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานกับวิทยุความถี่สูงให้ความรู้สึกว่าจะมีผลต่อสุขภาพ

  4. ความไม่ชัดเจนของมาตรฐาน (Standard Retarding) ในแต่ละกลุ่มมาตรฐานที่กำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคใหม่ นอกจากความหลากหลายของมาตรฐานและระบบแล้ว ยังมีเรื่องความไม่ชัดเจนของตัวมาตรฐานเองและการเลื่อนออกตัวของมาตรฐานฉบับสมบูรณ์ รวมทั้งการเข้ากันได้อย่างไม่สมบูรณ์ระหว่างระบบในยุค ๒จี กับ ๓จี

  5. ผลกระทบจากค่าสัมปทาน (License Retarding) จากปัญหาที่ทรัพยากรสำหรับการใช้งานความถี่วิทยุมีจำนวนจำกัด ดังนั้นในแต่ละประเทศจึงต้องมีการควบคุมการนำเอาทรัพยากรความถี่วิทยุมาใช้งาน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศของตน ทำให้ผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคใหม่ อาจต้องจ่ายค่าสัมปทานสูงมาก เพื่อให้ได้รับสิทธิ์นั้นมา

  ๔. มาตรฐานโทรคมนาคม   up

        สำหรับการให้บริการในกิจการโทรคมนาคม ก่อนที่ผู้ให้บริการจะตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์จากบริษัทผู้ผลิตรายใดมาใช้เป็นระบบกลางสำหรับให้บริการลูกค้า ผู้ให้บริการจำเป็นจะต้องทราบข้อมูลทางเทคนิค ของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเป็นอย่างดี มีการเปรียบเทียบข้อได้เปรียบ ข้อเสียเปรียบกับผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตรายอื่น เพื่อให้สามารถมั่นใจได้ว่า สิ่งที่จะจัดหามาใช้ มีความเชื่อถือได้สูง สามารถพัฒนาระบบและขยายต่อไปในอนาคตได้ รวมถึงความเข้ากันได้กับระบบอื่น ๆ เพื่อให้สามารถให้บริการร่วมได้ทั่วโลก เป็นต้น
            ดังนั้น มาตรฐานโทรคมนาคมจึงเปรียบเสมือนสื่อกลางที่ได้ถูกกำหนดขึ้น เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการอ้างอิง เปรียบเทียบได้ ดังแสดงความสัมพันธ์ในรูปที่ ๔.๑ ความสัมพันธ์ดังกล่าวสามารถอธิบายตามลำดับ ดังนี้



                                                                                              
รูปที่ ๔.๑ ความสัมพันธ์ระหว่าง เทคโนโลยี มาตรฐาน
และผู้ผลิต

 

“๑” คือการที่มนุษย์สามารถคิดค้นเทคโนโลยีได้หรือยังไม่ได้ก็ตาม ซึ่งเทคโนโลยีนั้นยังไม่มีมาตรฐานรองรับ และยังไม่มีผู้ผลิตรายใดสามารถผลิตได้ ทำให้ความต้องการใช้งานในเทคโนโลยีเหล่านี้ยังไม่อาจเป็นจริงได้

“๒” คือการที่เทคโนโลยีนั้นได้ถูกกำหนดเป็นมาตรฐานขึ้น หากแต่ว่าเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงเกินกว่าผู้ผลิตรายใดจะสามารถผลิตได้แล้ว และความต้องการที่จะใช้บริการนั้นก็ยังไม่สามารถเกิดขึ้นจริง แต่มีความเชื่อว่าภายในอนาคตอันใกล้ความหวังนั้นอาจเป็นจริงได้

“๓” คือการที่องค์การที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐาน ในบางครั้งทำงานได้ด้วยความเชื่องช้า ในการกำหนดมาตรฐานใหม่ออกมาเผยแพร่ เนื่องจากต้องมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องและความเป็นไปได้ในหลายขั้นตอน ทำให้ผู้ผลิตบางรายที่ได้ลงมือทำการวิจัยและอาจผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีความสามารถเกินกว่ามาตรฐานด้วยเทคโนโลยีของบริษัทเอง และบ่อยครั้งที่ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นก็มักจะตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน อย่างไรก็ตามอาจจะมีปัญหาในเรื่องของความเข้ากันไม่ได้กับผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตรายอื่นหากจำเป็นต้องใช้งานร่วมกัน ซึ่งผู้ให้บริการจำเป็นต้องตัดสินใจเองว่าจะนำมาใช้หรือไม่

“๔” เช่นเดียวกัน สำหรับส่วนของมาตรฐานเอง บางครั้งผู้คิดมาตรฐานต้องใช้จิตนาการขึ้น เช่น ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ซึ่งในเทคโนโลยีที่มีอยู่อาจไม่สามารถตอบสนองได้ ทำให้มาตรฐานเหล่านี้อาจถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบของแผนการสร้างมาตรฐานในอนาคต

“๕” ในบางครั้งผู้ผลิตเองอาจเห็นช่องทางความเป็นไปได้ในการที่จะผลิตผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐาน แต่เทคโนโลยีที่มีอยู่ยังไม่สามารถทำได้ ผู้ผลิตอาจตัดสินใจทำการวิจัยในแนวลึก เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นผู้นำของเทคโนโลยีตัวนั้นก่อนคู่แข่ง

“๖” ผู้ผลิตบางรายที่เป็นผู้ผลิตชั้นแนวหน้า อาจแสดงบทบาทของตนในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อกำหนดมาตรฐาน พยายามสร้างภาพและชักนำให้องค์กรกำหนดมาตรฐานเห็นชอบและคล้อยตาม

“๗” หากทุกอย่างสามารถเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์ทั้งเรื่องมาตรฐานเทคโนโลยี และสิ่งที่ผู้ผลิตสามารถทำได้ นั้นคือทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด สำหรับให้ผู้ให้บริการเลือกใช้ โดยมีความเสี่ยงต่อการใช้ผลิตภัณฑ์ต่ำสุด

“๘” อย่างไรก็ตามความต้องการของมนุษย์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด จึงทำให้เกิดวงเสมือนแสดงในภาพมีการเคลื่อนไหว บ้างใหญ่ขึ้น บ้างเบี้ยวบิดไปมาตลอด และทั้งหมดก็พยายามปรับเข้าหาสมดุลกัน

       ๔.๑ การโอนย้ายถ่ายเทมาตรฐาน

ปกติการรวมตัว เพื่อสร้างมาตรฐานมักจะเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มองค์กรหนึ่ง เพื่อกำหนดมาตรฐานสำหรับใช้ร่วมกันเช่น กลุ่มผู้ผลิต หรือกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เป็นต้น บางครั้งเพื่อให้การเกิดมาตรฐานของกลุ่มตนมีความรวดเร็วขึ้น จึงมักจะทำการหยิบยืมมาตรฐานที่องค์กรอื่นได้ทำไว้ดีอยู่แล้วมาใช้อ้างอิง แล้วไปเน้นสร้างมาตรฐานใหม่ที่กลุ่มของตนต้องการเฉพาะ ซึ่งองค์กรหรือมาตรฐานอื่นอาจยังไม่ได้ทำการศึกษาในรายละเอียดเหล่านั้น   แต่เนื่องจากการดำเนินการในองค์กรกำหนดมาตรฐาน ที่หลากหลายเหล่านี้ จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายที่กลุ่มสมาชิกต้องร่วมกันออกทั้งค่าธรรมเนียมสมาชิก และการดำเนินการ ซึ่งในบางกรณีหากสมาชิกในกลุ่มส่วนใหญ่มีความเห็นร่วมกันว่าการดำเนินงานร่วมกันต่อไปอาจไม่คุ้ม หรืออาจมีองค์กรกำหนดมาตรฐานอื่นสามารถทำหรือสร้างมาตรฐาน ได้ครอบคลุมหรือมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า ก็อาจจะยุติการดำเนินการและไปอ้างอิงใช้มาตรฐานตัวใหม่แทน           ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้น เช่น CEPT (Conference of European Posts and Telecommunications) ซึ่งเป็นองค์กรมาตรฐานทางด้านโทรคมนาคมที่สำคัญมากองค์กรหนึ่งในยุโรป ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนามาตรฐานในยุคแรกของระบบ GSM ได้ยุติการกำหนดมาตรฐานในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ และโอนถ่ายมาตรฐานในส่วนนี้ให้กับองค์กรกำหนดมาตรฐานของทวีปยุโรป (European Telecommunication Standard Institute: ETSI) เพื่อพัฒนามาตรฐานขีดความสามารถของมาตรฐานต่อไป

       ๔.๒ กลุ่มมาตรฐาน

           ก) มาตรฐานกลุ่มยุโรป
                  ประกอบด้วยองค์กรหรือกลุ่มโครงการซึ่งร่วมตัวกันเพื่อทำงานเกี่ยวกับมาตรฐานต่างๆ ของกลุ่มยุโรปโดยกลุ่มมาตรฐานดังกล่าวจะมีลักษณะการทำงานที่สอดคล้องและข้องเกี่ยวกันเสมือนเป็นหนึ่งเดียว ดังแสดงความสัมพันธ์ในรูปที่ ๔.๒

 



                                                                                             
รูปที่ ๔.๒ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรต่าง
ในกลุ่มยุโรป

 

ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรต่าง ๆในกลุ่มยุโรป สามารถอธิบายโดยอ้างอิงจากหมายเลขที่กำกับจากรูปที่ ๔.๒ ได้ดังนี้ คือ

องค์กรร่วมยูเอ็มทีเอส (UMTS) (๑) ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๓ เพื่อทำหน้าที่ในการร่วมจัดสร้างกรอบมาตรฐาน โดยเป็นเสมือนศูนย์กลางในการเชื่อมประสานการดำเนินงาน ของแต่ละโครงการในยุโรปให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะในการสร้างมาตรฐานระหว่างโครงข่ายโทรศัพท์และโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ นอกจากนี้ยูเอ็มทีเอสยังเป็นผู้กำหนดกรอบการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีให้กับกลุ่มเอ็คส์ (ACTS) (๒)  และยังเป็นกรอบสำหรับการกำหนดมาตรฐานให้กับองค์กรกำหนดมาตรฐานของทวีปยุโรปหรืออิทซี่ (ETSI) (๒) อีกด้วย จึงทำให้ทั้งอิทซี่และเอ็คส์ ต้องทำงานประสานกันตลอดเวลา ขณะเดียวกันกลุ่มจีเอสเอ็มเอ็มโอยู (GSM MoU) 3GIG(๓) จะทำหน้าที่เป็นเสมือนฝ่ายค้านและปรับความต้องการมาตรฐานของยุโรปให้กับ ETSI และ UMTS พร้อมทั้งผลักดันให้มาตรฐานยุโรปถูกนำเข้าบรรจุเป็นหนึ่งในมาตรฐานโทรคมนาคมกลางของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือ ไอทียู (ITU) (๔) ซึ่งการกำหนดกรอบการจัดสรรความถี่วิทยุใช้งานจากยูเอ็มทีเอส (UMTS) จะถูกใช้เป็นข้อเสนอแนะให้กับอีอาร์ซี/อีอาร์โอ (ERC/ERO) (๕) สำหรับการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้งานในกลุ่มประเทศยุโรป โดยสมาคมผู้ผลิตในยุโรปเอ็คตร้า (ECTRA) (๖) จะยึดถือตามข้อเสนอแนะจากยูเอ็มทีเอสในการดำเนินแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สุดท้ายคือ คณะกรรมการของอียูหรืออีซี (EC) (๗) คือกรอบที่ใช้ในการประชุมมาตรฐานในกลุ่มประเทศยุโรป นอกจากนี้ยังมีโครงการศึกษาเพื่อกำหนดมาตรฐานอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น โครงการโคดิด (UMTS code division testbed: CODIT) และเฟรมส์ (Future Radio Wideband Multiple Access System: FRAMES)

        ข) มาตรฐานกลุ่มอเมริกา
      
        ประกอบด้วยกลุ่มมาตรฐานที่เป็นที่รู้จักของบุคคลโดยทั่วไป เช่น สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาหรือแอนซี (American National Standard Institute: ANSI) ซึ่งเป็นองค์กร ที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ กลุ่มพันธมิตรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์หรือ อีไอเอ (Electronic Industries Alliance: EIA ) องค์การมาตรฐาน ระหว่างประเทศหรือไอเอสโอ ( International Organization for Standardization: ISO )  และทีเอสซีซี (Telecommunication Standard Advisory Council: TSCC) เป็นต้น

         สำหรับมาตรฐานทางด้านโทรคมนาคม  ที่กำลังเป็นที่สนใจ  ในกลุ่มมาตรฐานอเมริกา  คือ การกำหนดมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือทีไอเอ
(Telecommunication Industry Association: TIA) ซึ่งเป็นส่วนงานหนึ่งขององค์กรอีไอเอ (EIA) และเป็นส่วนงานที่พยายามผลักดันมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค ๓ จี ทั้งแบบดับบิลซีดีเอ็ม-เอ ทีดีเอ็มเอ (ไอเอส ๑๓๖) และซีดีเอ็มเอ ๒๐๐๐ (ปรับปรุงจากไอเอส ๙๕) และมาตรฐานที่น่าสนใจ ของทีไอเอ
ประกอบด้วย มาตรฐานจากคณะกรรมการ ทีอาร์ ๔๕ (Mobile and Personal Communications 900&1800 Standard: TR 45) และมาตรฐาน ทีอาร์ ๔๖ (Mobile and Personal Communications 1800: TR 46) และมาตรฐานโทรคมนาคมอีกมาตรฐานหนึ่งของกลุ่มมาตรฐานอเมริกาคือ ที๑ (T1) ซึ่งเป็นมาตรฐานโทรคมนาคมที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ตั้งปี พ.ศ.๒๕๓๗ โดยได้รับการสนับสนุนจากเอทิส (Alliance for Telecommunications Industry Solutions: ATIS) รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจาก สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาหรือแอนซี ให้สามารถนำมาตรฐานที่ผ่านการตรวจสอบแล้วของแอนซี มาใช้งานได้ โดยกลุ่มที ๑T1 ได้มีการแบ่งกลุ่มศึกษาออกเป็น 6 กลุ่มหลัก คือ

ที๑เอ๑(T1A1) ศึกษาเรื่องสมรรถนะและกรรมวิธีทางด้านสัญญาณ

ที๑อี๑(T1E1) ศึกษาเรื่องจุดเชื่อมไฟฟ้าและการป้องกันโครงข่าย

ที๑เอ็ม๑(T1M1) ศึกษาเรื่องการเชื่อมต่อระหว่างโครงข่าย

ที๑พี๑(T1P1) ศึกษาเรื่องบริการบนโครงข่ายสื่อสารไร้สาย

ที๑เอส๑(T1S1) ศึกษาเรื่องโพรโตคอลสัญญาณต่างๆ และ

ที๑เอ็กซ์๑(T1X1) ศึกษาเรื่องโครงสร้างดิจิตอลลำดับชั้นแบบสอดคล้องกัน

          ค) มาตรฐานกลุ่มเอเชีย
                
องค์กรมาตรฐานโทรคมนาคมที่โดดเด่นในเอเชีย คือ เออาร์ไอบี (Association Radio Industries and Business: ARIB ) เป็นองค์กรที่คอยดูแลและกำหนดมาตรฐานด้านวิทยุ โทรศัพท์ แห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น กำหนดสำหรับใช้งานภายในประเทศ รวมทั้งยังเป็นองค์กรที่สำคัญในการผลักดันมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค๓จีแบบดับบิลซีดีเอ็มเอ เข้าบรรจุอยู่ในมาตรฐานหนึ่งของ มาตรฐานโทรคมนาคมกลางไอเอ็มที ๒๐๐๐ (International Mobile Telecommunications-2000: IMT 2000)

นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานแห่งประเทศ ของอีกหลายประเทศที่ได้รับการกล่าวถึงในวงการโทรคมนาคมโลก เช่น องค์กรกำหนดมาตรฐานแห่งประเทศเกาหลีหรือทีทีเอ ( Korea Telecommunication Technology Association: TTA ) องค์กรกำหนดมาตรฐาน แห่งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ
ซีดับบิวทีเอส (China Wireless Telecommunication Standard Group: CWTS) และองค์กรกำหนดมาตรฐาน แห่งประเทศญี่ปุ่น หรือทีทีซี (Telecommunication Technology Committee: TTC) เป็นต้น

       ๔.๓ มาตรฐานโทรคมนาคมกลาง

มาตรฐานโทรคมนาคมกลาง หรือที่รู้จักในชื่อไอทียู (International Telecommunication Union: ITU) ก่อตั้งองค์กรขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ โดยมี
สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นเวทีสำหรับการประชุมและกำหนดมาตรฐานกลางทางด้านโทรคมนาคมโลก โดยมีประเทศต่าง ๆทั่วโลกเข้าร่วมเป็นสมาชิก และมีลักษณะโครงสร้างขององค์กรแสดงดังรูปที่ ๔.๓ ในระยะแรกที่ก่อตั้ง องค์กรได้มีการกำหนดแบ่งโครงสร้างออกเป็นสี่ส่วนงานหลักคือ ส่วนงานสภาบริหาร (Administrative council) ส่วนงานการประชุมผู้บริหารระดับโลกว่าด้วยการโทรเลขและโทรศัพท์ (World Administrative Telegraph and Telephone Conference: WATTCS) เออาร์ซี (World Administrative Radio Conference and Region ARC: WARC and RARC) และการประชุมระดับโลกและระดับภูมิภาคว่าด้วยการพัฒนา (World and Region Development Conference) และหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สภาบริหาร(Administrative council) ยังถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนงานคือคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาโทรเลขและโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ซีซีไอทีที (International Telegraph and Telephone Consultative Committee:CCITT) และคณะกรรมการที่ปรึกษาการวิทยุระหว่างประเทศ ซีซีไออาร์(Consultative Committee on International Radio: CCIR) ซึ่งเป็นส่วนงานที่ทำหน้าที่สำหรับกำหนดมาตรฐานโทรคมนาคมกลางโดยที่ซีซีไอทีที จะทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานโครงข่ายโทรคมนาคม หรือระบบโทรศัพท์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งมาตรฐานโครงข่ายสื่อสารข้อมูล เช่น X.25 เป็นต้น ส่วนซีซีไออาร์ทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานทางด้านสื่อสัญญาณและวิทยุ เพื่อให้ระบบโทรคมนาคมของแต่ละประเทศสามารถเชื่อมติดต่อกันได้ทั่วโลก

ในการทำงานทั้งซีซีไอทีที และซีซีไออาร์ ทำงานประสานกันกับซีทีดี (Center of Telecommunication Development: CTD) ในการพัฒนาวิธีการทางเทคโนโลยีเพื่อนำมากำหนดไว้เป็นมาตรฐานกลาง ส่วน ดับบิวเอทีทีซีเอส (WATTCS) เป็นส่วนงานที่ทำหน้าที่ในการกำหนดจัดประชุมโทรคมนาคมโลกประจำปี เพื่อให้เกิดเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนขอเสนอแนะ เพื่อเป็นกรอบในการกำหนดมาตรฐาน
 




                                                                           
รูปที่ ๔.๓ แสดงโครงองค์กร ITU และการเปลี่ยนแปลง
 

ภายใต้เออาร์ซี (World Administrative Radio Conference and Region ARC: WARC and RARC) ยังมีส่วนงานคณะกรรมการจดทะเบียนความถี่วิทยุระหว่างประเทศไอเอฟอาร์บี (International Frequency Registration Board: IFRB) ที่กำกับดูแลการใช้ทรัพยากรความถี่วิทยุ ทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการใช้งานสูงสุดและเป็นระเบียบ

เมื่อได้มีการกำหนดโครงสร้างองค์กรและใช้มาเป็นเวลานาน จึงทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างขององค์กรใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป และโครงสร้างใหม่นี้ต้องสามารถดำเนินการต่อไปได้ดีนับสิบปี โดยมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๕ โดยแบ่งออกเป็นสี่ส่วนงานหลักคือสภาบริหาร (Council) ภาคการวิทยุคมนาคม (The Radio Communication Sector) ภาคการมาตรฐานโทรคมนาคม (The Telecommunication Standardization Sector) และภาคการพัฒนาทางด้านโทรคมนาคม (The Telecommunication Development Sector) ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งนี้เป็นผลให้ ส่วนงาน ซีซีไออาร์ และ เออาร์ซี มาขึ้นโดยตรงภาคการวิทยุคมนาคม ส่วนซีซีไอทีทีให้มาขึ้นกับ ภาคการมาตรฐานโทรคมนาคม สำหรับงานภายใต้ ซีทีดี (CTD) และงานพัฒนาอื่นๆ ขึ้นโดยตรงกับภาคการพัฒนาทางด้านโทรคมนาคม

โครงการที่ถูกกำหนดโดยไอทียู สำหรับมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค ๓จี ที่สำคัญ คือ โครงการ IMT2000 ที่มีขั้นตอนและกรอบการศึกษาแยกออกเป็นห้ากลุ่มงานหลัก คือ

ก) ไอเอ็มทีเอ็มซี (IMT-MC) ทำหน้าที่ศึกษาเทคโนโลยีซีดีเอ็มเอแบบหลายพาหะ (CDMA multi carrier) หรือที่รู้จักในชื่อ cdma2000 หรือ IS-2000

ข) ไอเอ็มทีดีเอส (IMT-DS) ศึกษาเทคโนโลยี ซีดีเอ็มเอแบบกระจายโดยตรง (CDMA direct spread) ที่รู้จักกันดีในชื่อ ดับบิลซีดีเอ็มเอมีองค์กรที่ให้การสนับสนุนที่สำคัญ คือ เออาร์ไอบี รวมถึงกลุ่มผู้ให้บริการและกลุ่มผู้ผลิตระบบจีเอสเอ็ม

ค) ไอเอ็มทีทีซี (IMT-TC) เน้นศึกษาเทคโนโลยี ซีดีเอ็มเอทีดีดีหรือแบบการเข้าถึงใช้งานด้วยเวลาออกเป็นสองส่วน (CDMA-Time Division Duplex: CDMA-TDD) เพื่อใช้เป็นมาตรฐานทางเลือกสำหรับ 3G อีกมาตรฐานหนึ่ง

ง) ไอเอ็มทีเอสซี (IMT-SC) เป็นเทคโนโลยีทีดีเอ็มเอแบบพาหะเดียว (TDMA Single Carrier) หรือที่รู้จักในชื่อของดับบิวยูซี ๑๓๖ (UWC-136) และ เอ็จ (EDGE)

จ) ไอเอ็มที่เอฟซี (IMT-FT) เป็นเทคโนโลยีแบบทีดีเอ็มเอแบบหลายพาหะ (TDMA multi carrier) หรือที่รู้จักในชื่อมาตรฐานเด็ค (DECT)

       ๔.๔ โครงการเร่งผลักดันมาตรฐาน

องค์กรสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศไอทียู เป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่และมีสมาชิกอยู่เกือบทุกประเทศทั่วโลก จึงทำให้การกำหนดมาตรฐานจำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค๓จี ที่มีผู้เสนอเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อเปรียบเทียบหลายวิธีการ แต่ละวิธีการก็มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถกำหนดไว้เป็นมาตรฐานกลาง ดังนั้นการที่องค์กรจะตัดสินใจเลือกระบบใดระบบหนึ่งมาเป็นมาตรฐานกลาง ก็จะเป็นผลต่อกลุ่มผู้นำเทคโนโลยีเสนอระบบอื่นที่ไม่ได้รับการคัดเลือก ดังนั้นจึงต้องทำการศึกษาขนานร่วมกันไปทั้งหมด และพยายามปรับให้เข้ากันได้มากที่สุด

ในช่วงที่มาตรฐานยุค ๓จี ยังไม่มีความชัดเจนนักทำให้กลุ่มเอสดีโอ (Standard Development Organization: SDO) ประกอบด้วยองค์กรหรือกลุ่มหลัก คือ เออาร์ไอบี ซีดับบิวทีเอส ที๑ ทีทีเอ และทีทีซี ร่วมกันจัดตั้งองค์กรช่วยเร่งมาตรฐาน ในชื่อ ๓จีพีพี (Third Generation Partnership Project: 3GPP) ขึ้นในปีพ.ศ.๒๕๔๑ ภายใต้การสนับสนุนมาตรฐานอ้างอิงจาก องค์กรกำหนดมาตรฐานของทวีปยุโรปหรืออิทซี่ ทำให้มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค ๓จี สามารถถูกผลักดันจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น พร้อมที่ผู้ผลิตนำไปใช้อ้างอิงในการผลิตในระบบดับบิวซีดีเอ็มเอ

๓จีพีพี กำหนดแบ่งกลุ่มศึกษาทางเทคนิค หรือทีเอสจี (Technical Specific Group: TSG) ออกเป็นห้ากลุ่มย่อย คือ

ทีเอสจีซีเอ็น (TSG-CN) ศึกษาในเรื่องโครงข่ายหลัก (Core Network)

ทีเอสจีจีแรน (TSG-GSM/EDGE Radio Access Network: TSG-GERAN) ศึกษาในเรื่องการปรับเปลี่ยนการเข้าถึงทางด้านวิทยุของจีเอสเอ็มและเอ็จ

ทีเอสจีแรน (TSG-Radio Access Network: TSG-RAN) ศึกษาในเรื่องการเข้าเชื่อมต่อโครงข่ายผ่านวิทยุ

ทีเอสจีเอสเอ (TSG-Services and system Aspects: TSG-SA) ศึกษาในระบบและบริการในฟังก์ชันต่างๆ

ทีเอสจีที (TSG-Terminals: TSG-T) ศึกษาในส่วนของอุปกรณ์ปลายทาง

และกลุ่มเร่งผลักดันมาตรฐานที่ถูกตั้งขึ้นหลังจาก ๓ จีพีพี คือ ๓จีพีพี๒ (3GPP2) ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรเร่งมาตรฐานที่เน้นการศึกษา และทำให้เกิดมาตรฐานที่รู้จักกันในชื่อ ซีดีเอ็มเอ ๒๐๐๐ นั่นเอง

๓จีพีพี๒ ประกอบด้วยองค์กรสนับสนุนหลัก คือ เออาร์ไอบี ซีดับบิวทีเอส ทีไอเอ ทีทีเอ และทีทีซี กำหนดกลุ่มศึกษาร่วมกันห้ากลุ่มย่อย คือ

ทีเอสจีเอ (TSG-A interface system: TSG-A) ศึกษาการเชื่อมต่อระบบ

ทีเอสจีซี (TSG-Cdma2000: TSG-C) ศึกษาระบบ ซีดีเอ็มเอ ๒๐๐๐

ทีเอสจีเอ็น (TSG- ANSI-41/ WIN: TSG-N) ศึกษาระบบสำหรับแอนซี ๔๑

ทีเอสจีพี (TSG-Wireless Packet Data Interworking: TSG-P) ศึกษาการเข้ากันได้ในส่วนของสื่อสารข้อมูลไร้สาย และ

ทีเอสจีเอส (TSG-Services and Systems Aspects: TSG-S) ศึกษาในระบบและบริการในฟังก์ชันต่างๆ

ทั้ง๓จีพีพี และ๓จีพีพี๒ ทำงานประสานกัน มีการส่งเลขาของแต่ละฝ่ายเข้าร่วมสังเกตการณ์และเข้าร่วมประชุมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อมาตรฐานที่ถูกกำหนดมามีความถูกต้องและสอดคล้องกัน


  ๕.
จดหมายเหตุ    up

         การนำระบบวิทยุมาประยุกต์ใช้ในกิจการต่างๆ ของประเทศไทย ได้เริ่มเกิดขึ้นในเชิงพาณิชย์ในยุคต้นๆ ของปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ทั้งกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และมีประวัติรวบรวมการพัฒนากิจการโทรคมนาคมบางส่วนของประเทศไทยในตารางที่ ๕.๑ [๖] [๗]

                      ตารางที่ ๕.๑ ประวัติการพัฒนากิจการโทรคมนาคมของประเทศไทย

ปี พ.ศ.

เหตุการณ์

๒๕๒๑

ให้บริการวิทยุโทรศัพท์ (Multi-Access Radio Telephone) แก่ผู้ที่อยู่นอกพื้นที่ข่ายสายโทรศัพท์ทั่วประเทศ โดยสามารถให้บริการในรัศมี ๓๐ กิโลเมตร

๒๕๒๙

เปิดให้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เอ็นเอ็มที ๔๗๐ เมกกะเฮิรตซ์ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม

๒๕๓๐

ให้บริการโทรศัพท์สาธารณะทางไกลชนบทผ่านระบบทีดีเอ็มเอ(TDMA)

๒๕๓๔

ให้บริการโทรศัพท์พกพา(Telepoint)

๒๕๔๕

ทดสอบให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบจีเอสเอ็ม ๑๙๐๐ เมกกะเฮิรตซ์ ภายใต้ชื่อ ไทยโมบาย เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม


  ๖.
บรรณานุกรม   up

[๑] Calhoun , George. Digital Cellular Radio, Artech House , 1988 .

[๒] Ray Horak. Telecommunications and Data Communications Handbook, John Wiley & Sons, Inc., 2007

[๓] Encyclopedia Britannica online. Improved mobile telephone service or IMTS (telecommunications), 1 Jan. 2008, 30 Apr.2008 <http://www.britannica.com>

[๔] แผนกวิชาวิทยุ. คู่มือช่าง โทรศัพท์เบื้องต้น เล่ม 1 (TCP 797). กรุงเทพ: ศูนย์การฝึกอบรม องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย, ๒๕๓๓.

[๕] แผนกวิชาวิทยุ. โทรศัพท์เคลื่อนที่ เล่ม 1 ข้อแนะนำทั่วไป (TCP 691). กรุงเทพ: ศูนย์การฝึกอบรม องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย, ๒๕๓๑.

[๖] กองงานประชาสัมพันธ์. ประวัติความเป็นมาขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย. กรุงเทพ: กองการพิมพ์องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย, ๒๕๒๗.

[๗] สำนักงานโครงการพิเศษ. โครงการพิเศษ โทรศัพท์เคลื่อนที่. กองการพิมพ์องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย, ๒๕๓๑.