|
รูปแบบพื้นฐานของสายส่งสัญญาณชนิดโลหะตัวนำ
แบ่งออกเป็นแบบสายคู่
(Two wire)
แกนร่วม(coaxial) ไมโครสตริป
(micro strip) และแบบเส้นหรือสตริปไลด์
(strip line)
นอกจากนี้ยังมีสายส่งที่ไม่ได้ทำจากโลหะ เช่น
เส้นใยนำแสง (Optical fiber) เป็นต้น
๔.๑
สายส่งประเภทคู่
ประกอบด้วยสายคู่ขนานช่องเปิด
(Two wire open air) สายคู่ขนานช่องปิด(Two
wire ribbon or twin lead)
สายตีเกลียวคู่ (Twisted pair)
และสายคู่หุ้มด้วยฉนวน (Shielded pair lines)
ซึ่งสายแต่ละชนิดมีคุณลักษณะเฉพาะที่ต่างกัน
ดังนี้
ก) สายคู่ขนานช่องเปิด
สายส่งสัญญาณสายคู่ขนานช่องเปิดนั้นประกอบไปด้วย
คู่สายทองแดงวางห่างเป็นช่องว่าง
แล้วยึดด้วยฉนวนตัวกั้น (Insulated Spacers)
เป็นช่วงๆ เพื่อให้สายทั้งสองแยกออกจากกัน
ตลอดความยาวของสาย แสดงดังรูปที่ ๔.๑
สายชนิดนี้โดยทั่วไปนำมาใช้เป็นสายส่งกำลังไฟฟ้า
โทรศัพท์ โทรเลข
รวมทั้งนำมาใช้เชื่อมต่อระหว่างเครื่องส่งสัญญาณกับสายอากาศ
หรือระหว่างสายอากาศกับเครื่องรับสัญญาณ
คุณลักษณะของสายส่งสัญญาณชนิดนี้ คือ
มีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ซับซ้อน และราคาถูก
อย่างไรก็ตาม
เนื่องจากไม่มีฉนวนหุ้มจึงเกิดการสูญเสียพลังงานการแพร่กระจายคลื่นมากและง่ายต่อการถูกรบกวนจากสัญญาณรบกวน(Noise)
|


รูปที่
๔.๑
โครงสร้างสายคู่ขนานช่องเปิด
|
ข) สายคู่ขนานช่องปิด (Two-wire ribbon)
หรือ ทวินลีด (Twin lead) ประกอบด้วย
สายคู่ขนานที่ฝังไปตามฉนวนยาวแบนในรูปแบบเดียวกันตลอดความยาวสาย
แสดงใน รูปที่ ๔.๒
โดยทั่วไปฉนวนหุ้มทำด้วยพลาสติกสังเคราะห์
โดยมีอิมพิแดนซ์
หรือค่าความต้านทานลักษณะเฉพาะ(Characteristic
impedance) ของสาย ๓๐๐ โอห์ม (Ohms)
สายชนิดนี้โดยทั่วไปนำมาใช้สำหรับเชื่อมต่อระหว่างสายอากาศและเครื่องรับโทรทัศน์
ซึ่งมีคุณลักษณะโดยพื้นฐานคล้ายกับสายคู่ขนานชนิดเปิด
แต่มีค่าการสูญเสียพลังงานการแพร่กระจายคลื่นน้อยกว่า
[๑]
|


รูปที่
๔.๒
ตัวอย่างสายคู่ขนานช่องปิดหรือทวินลีด
|
ค) สายตีเกลียวคู่ (Twisted Pair)
มีส่วนประกอบคือ
สายที่ห่อหุ้มด้วยยางสังเคราะห์สองเส้นตีเกลียวกันตลอดความยาวสายโดยไม่มีการเว้นช่องว่าง
ดังแสดงในรูปที่ ๔.๓
อันส่งผลให้สายสามารถดัดงอ
ได้สะดวกแต่อาจเกิดการสูญเสียพลังงาน ของสายที่ความถี่สูงในตัวหุ้มที่ทำจากยางสังเคราะห์
ซึ่งการสูญเสียนี้มีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อสายมีความชื้น
ดังนั้น
สายตีเกลียวคู่จึงถูกห่อหุ้มอีกชั้นหนึ่ง
เพื่อปกป้องความชื้น
ส่วนการใช้งานที่ความถี่ต่ำนั้นจะคล้ายกับสายส่งกำลังทั่วไป
|


รูปที่
๔.๓ ลักษณะของสายตีเกลียวคู่
|
ง) สายคู่หุ้มด้วยฉนวน (Shielded pairs)
ประกอบด้วยสายตัวนำสัญญาณสองเส้น
คู่ขนานกันและหุ้มด้วยฉนวนกั้น
นอกจากนี้แล้วยังมีเส้นโลหะถักเพื่อเป็นเกราะป้องกันสัญญาณรบกวนของสัญญาณและเพิ่มความแข็งแรง
ของสายนำสัญญาณ
ส่วนด้านนอกสุดเป็นฉนวนห่อหุ้มบางๆ
โดยทั่วไปใช้ยางสังเคราะห์
เพื่อป้องกันสายสัญญาณจากความชื้น ดังรูปที่
๔.๔
จากคุณลักษณะดังกล่าวนั้นสายคู่หุ้มด้วยฉนวนสามารถลดการสูญเสียจากการแพร่กระจายคลื่นและสัญญาณรบกวนได้
แต่อาจจะเกิดการสูญเสียเนื่องจากฉนวนมากกว่าสายชนิดอื่น
[๒]
|


รูปที่
๔.๔
ส่วนประกอบสายคู่หุ้มด้วยฉนวน
|
๔.๒ สายแกนร่วมหรือสายโคแอกเซียล (Coaxial
Cable)
สามารถแบ่งย่อยได้เป็น สายแกนร่วมชนิดแข็ง
และสายแกนร่วมชนิดอ่อน
โดยที่ตัวนำภายในของสายแกนร่วมทั้งสองชนิดทำหน้าที่นำพาพลังงานในรูปแบบคลื่นวิทยุและส่วนตัวนำภายนอกนั้นทำหน้าที่ป้องกันพลังงานดังกล่าวไม่ให้เกิดการแผ่กระจายสู่ภายนอก
โดยสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กถูกจำกัดให้อยู่ระหว่างตัวนำภายนอกและตัวนำภายใน
นอกจากตัวนำภายนอกทำหน้าที่ดังที่ได้กล่าวมาแล้วยังสามารถป้องกันสัญญาณรบกวนจากแหล่งภายนอกได้ด้วย
ก) โคแอกเซียลชนิดแข็ง
สายชนิดแข็งหรือสายแบบมีแกนกลาง
ดังแสดงในรูปที่ ๔.๕ ประกอบด้วย
ตัวนำภายในที่มีระยะห่างที่แน่นอนจากตัวนำภายนอก
โดยใช้ตัวเว้นระยะ (Spaces) วางเป็นช่วงๆ
อย่างสม่ำเสมอตลอดความยาวสาย
ซึ่งตัวเว้นระยะนี้ทำจากวัสดุที่ให้คุณภาพการห่อหุ้มที่ดีและมีการสูญเสียต่ำที่ความถี่สูง
สำหรับภายในสายชนิดนี้ได้
บรรจุแก๊สอาทิ ฮีเลียม (Helium: He) อาร์กอน
(Argon: Ar) หรือไนโตรเจน (Nitrogen: N)
เข้าไปในสายเพื่อทำให้เกิด
ความดันและรักษาความดันภายใน
โดยแก๊สดังกล่าวคุณสมบัติทำให้เกิดประโยชน์คือ
ทำให้ทราบทันทีเมื่อมีการรั่วไหลของสัญญาณอันเนื่องมาจากส่วนห่อหุ้มรั่วไหลเพราะความดันแก๊ซมีค่าลดลง
นอกจากนั้นแก๊ซยังสามารถรักษาสภาพภายในช่องว่างและไม่ก่อให้เกิดความชื้น
อันเนื่องจากความชื้นมีผลต่อค่าต่างๆ ในสาย
|


รูปที่
๔.๕
โครงสร้างสายแกนร่วมชนิดแข็ง
|
ข) สายโคแอกเซียลอย่างอ่อน
สายอย่างอ่อน ดังแสดงในรูปที่ ๔.๖
อันประกอบไปด้วย
ตัวนำภายในและตัวนำภายนอก โดยทั้งสองส่วนถูกแยกออกจากกันด้วยของแข็งที่สามารถยืดหยุ่นได้
โดยทั่วไปเป็นพลาสติกสังเคราะห์ที่มีลักษณะเหมือนกันตลอดความยาวของสาย
โดยตัวนำภายนอกจะใช้โลหะถัก
เพื่อรักษาสภาพความแข็งแรงของสาย
สำหรับพลาสติกสังเคราะห์นั้น มีคุณสมบัติ คือ
สามารถยึดหยุ่นได้
และทนต่อการเกิดผลกระทบ จากสสารที่กัดกร่อนได้
เช่น แก๊สโซลีน น้ำมัน และน้ำเค็มๆ เป็นต้น
ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้สายโคแอกเชียลอย่างอ่อน
จึงเป็นที่นิยมใช้สำหรับงานทั่วๆ ไป
และเหมาะสำหรับใช้ในย่านความถี่ไมโครเวฟ
(Microwave) [๓]
|


รูปที่
๔.๖
ตัวอย่างสายแกนร่วมชนิดอ่อน
|
๔.๓
เส้นใยนำแสง
นำมาใช้เป็นสื่อกลางสำหรับการเชื่อมต่อระบบการสื่อสารทางไกลทั่วโลก
เช่น การประยุกต์ใช้งานใต้พื้นน้ำทะเล
นอกจากนี้ยังใช้สำหรับการสื่อสาร
ที่ต้องการอัตราความเร็วสูงทั่วไป
ช่วงความถี่คลื่นของเส้นใยนำแสง
สามารถวัดในหน่วยเทอร์ราเฮิรตซ์หรือล้านล้านเฮิรตซ์
(Terahertz: 1012
Hertz) เส้นใยนำแสงดังแสดงในรูป
๔.๗ ทำมาจากสารประกอบซิลิกา (Silica)
ที่มีความบริสุทธิ์หรือพลาสติก
โครงสร้างของสายประกอบด้วยส่วนที่อยู่ชั้นข้างในเรียกว่า
แกนภายในหรือคอร์ (Core)
ซึ่งเป็นส่วนที่แสงเดินทางผ่าน
ส่วนคอร์นั้นถูกล้อมรอบด้วยชั้นภายนอกอีกชั้นเรียกว่า
แกนภายนอกหรือแคดดิ้ง (Cladding)
ซึ่งทำหน้าที่จำกัดแสงให้อยู่ภายในคอร์
โดยชั้นเหล่านี้ถูกปกป้องด้วย
เปลือกแข็งหรือชั้นหุ้มบางๆ
ขนาดของสายถูกกำหนดตามแต่ละประเทศ
หรือระหว่างประเทศเช่น ๖๒.๕/๑๒๕
(ประเทศสหรัฐอเมริกา)
หมายเลขแรกคือเส้นผ่านศูนย์กลางของคอร์
และตัวเลขที่สองคือ
เส้นผ่านศูนย์กลางของแคดดิ้งในหน่วย ไมโครเมตร
[๑]
|


รูปที่
๔.๗ โครงสร้างเส้นใยนำแสง
|
๔.๔
ไมโครสตริปหรือสายอากาศแบบขนาน
(Micro strip)
เป็นสายส่งสัญญาณชนิดแผ่นเรียบ
ดังแสดงในรูปที่ ๔.๘
ซึ่งประกอบด้วยฉนวนตัวนำโดยมีแผ่นกราวด์อยู่ด้านหนึ่งของแผ่นฉนวน
ส่วนอีกด้านเป็นแผ่นนำสัญญาณสำหรับคุณสมบัติของไมโครสตริปนั้นคือมีการเข้าถึงพื้นผิวง่ายทำให้สะดวกต่อการเชื่อมต่อสำหรับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานและไม่ใช้พลังงานบนทุกๆ
จุดในโครงสร้างได้
สำหรับการประยุกต์ใช้งานนั้นสามารถใช้ในการสื่อสารแบบไร้สายเช่น
โทรศัพท์เคลื่อนที่ รถบังคับวิทยุ และโทรทัศน์
รวมถึงการสื่อสารในระยะไกลอย่างเช่นดาวเทียมอีกด้วย
|


รูปที่
๔.๘
ตัวอย่างไมโครสตริปหรือสายอากาศแบบขนาน
|
๔.๕
สตริปไลน์
(Strip line)
รูปแบบหนึ่งของสายส่งสัญญาณชนิดแผ่นสตริปไลน์
ดังแสดง ในรูปที่ ๔.๙
ซึ่งประกอบด้วยสามตัวนำที่มีลักษณะแผ่นประกบสายนำสัญญานด้วยแผ่นกราวด์คู่ขนาน
โดยมีแผ่นนำสัญญาณตรงกลางถูกประกบระหว่างกลางด้วยแผ่นกราวด์ทั้งสองและถูกยึดไว้ในตำแหน่งกลางด้วยวัสดุฉนวน
สตริปไลน์โดยทั่วไปเป็นโครงสร้างที่สมมาตร
ไม่มีการสูญเสียอันเกิดจากการแผ่กระจายคลื่น
ดังนั้นจึงเป็นโครงสร้างในอุดมคติ
สำหรับวงจรที่ไม่ใช้ไฟฟ้าดำเนินการ (Passive
Device) เช่น ตัวกรองสัญญาณ ตัวแบ่งสัญญาณ
และตัวรวมสัญญาณ เป็นต้น
|


รูปที่
๔.๙ ตัวอย่างสตริปไลน์
|
|