|
เครื่องโทรสารหรือนิยมเรียกสั้นๆ ว่า แฟกซ์
(FAX) ได้พัฒนาหลักการทำงาน
มาจากเครื่องถ่ายเอกสาร
หรือการถ่ายเอกสารจากที่หนึ่งส่งผ่านคู่สายโทรศัพท์ไปยังอีกที่หนึ่ง
โดยเอกสารปลายทางที่ได้รับจะเหมือนเอกสารต้นทาง
หลักการทำงานเบื้องต้น
คือ เครื่องโทรสารที่ต้นทางจะทำการเปลี่ยนข้อมูลของเอกสารหรือภาพนิ่งต้นฉบับ
(Original Document or Still Picture)
ให้เป็นสัญญาณทางแสง
จากนั้นสัญญาณทางแสงจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า(Electric
Signal)โดยมีการเข้ารหัสข้อมูลแล้วส่งผ่านระบบสื่อสารไปยังปลายทางเครื่องโทรสารปลายทางเมื่อได้รับสัญญาณจะทำการเปลี่ยนจากสัญญาณทางไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณทางแสงเพื่อใช้สร้างเอกสารหรือภาพนิ่งบนกระดาษ
(Hard
Copy) ที่เหมือนกับต้นฉบับ
|


รูปที่ ๔.๑
หลักการทำงานของเครื่องโทรสาร
|
สามารถแบ่งการทำงานได้ดังรูปที่ ๔.๑
การทำงานประกอบด้วยสามส่วน คือ
การทำงานด้านส่งที่ทำหน้าที่แปลงเอกสารเป็นข้อมูลเพื่อจัดส่ง
(Sending Operation)
การส่งผ่านข้อมูลผ่านระบบสื่อสาร
(Transmission)
และการทำงานด้านรับที่ทำหน้ารับสัญญาณแล้วแปลงเป็นข้อมูลเพื่อจัดทำเอกสาร
(Receiving Operation)
การส่งผ่านข้อมูลจะส่งผ่านตามคู่สายโทรศัพท์
คลื่นวิทยุ
หรือคลื่นไมโครเวฟขึ้นอยู่กับสถานที่และระบบการสื่อสารที่ใช้
ส่วนที่ทำหน้าที่แปลงเอกสารเพื่อจัดส่ง
ลักษณะการทำงานประกอบด้วยสามส่วน คือ การสแกน
(Scanning)
การเปลี่ยนสัญญาณแสงเป็นสัญญาณทางไฟฟ้า
(Opto-Electric Conversion) และ
เทคนิคการส่งผ่านระบบสื่อสาร (Transmission
Technique)
๔.๑
การสแกน (Scanning)
ตัวอักษร หรือรูปภาพประกอบด้วยจุดเล็กๆ
จำนวนมากรวมกัน จุดเล็กๆ เหล่านี้เรียกว่า
จุดภาพ
ที่ด้านส่งของเครื่องโทรสารจะมีขบวนการจัดแจงเอกสาร
หรือรูปภาพต้นฉบับให้เป็นจุดภาพ
เพื่อแปลงเป็นสัญญาณทางไฟฟ้า (Electric
Signals)
ในขณะที่ด้านรับของเครื่องโทรสารมีการทำงานที่ย้อนกลับกับด้านส่ง
ขบวนการหรือวิธีการแปลงรูปภาพต้นฉบับให้เป็นจุดภาพที่ด้านส่ง
หรือแปลงจุดภาพ
กลับเป็นเอกสารหรือรูปภาพที่ด้านรับของเครื่อง
โทรสาร
เรียกว่า การสแกน
ทิศทางของการสแกนจะเหมือนกัน
ทั้งด้านรับและด้านส่ง คือ
การสแกนจากซ้ายไปขวาตามแนวนอน (Horizontal
Scanning) และการสแกนจากบนลงล่างตามแนวตั้ง
(Vertical Scanning) การสแกนตามแนวนอนเรียกว่า
การสแกนหลัก (Main Scanning)
และสแกนตามแนวตั้ง เรียกว่า การสแกนย่อย
(Sub-Scanning)
จุดภาพที่เกิดขึ้นจากการสแกนมีอยู่สองประเภทคือ
จุดภาพที่เป็นสีขาว(White Picture Element)
และจุดภาพที่เป็นสีดำ (Black Picture Element)
การสแกนเป็นแบบต่อเนื่องและรวดเร็ว
โดยการสแกนแต่ละครั้งตามแนวตั้งจะได้เป็นเส้น
ที่เกิดจากการสแกน เรียกว่า เส้นสแกน
(Scanning Line)
โดยที่ความหนาแน่นของเส้นสแกน (Scanning Line
Density) คือจำนวนเส้นต่อมิลลิเมตร (Line/mm)
สำหรับความหนาแน่นตามแนวนอนเกิดจาก จุดภาพ
(Picture Element)
จำนวนมากมายที่รวมตัวกันอยู่
ดังนั้นความหนาแน่นตามแนวนอน คือ
จำนวนของจุดภาพต่อมิลลิเมตร (Pel/mm)
๔.๒
การเปลี่ยนสัญญาณแสงเป็นสัญญาณทางไฟฟ้า (Opto -
Electrical Conversion)
ในขณะเริ่มต้นของการสแกน
เครื่องโทรสารจะยิงแสงตกกระทบที่เอกสารต้นฉบับ
และอาศัยหลักการสะท้อนของแสง
เมื่อแสงตกกระทบกับพื้นที่ที่มีสีแตกต่างกัน
เช่น สีขาวกับสีดำ
โดยสีขาวจะสะท้อนแสงได้ดีกว่าสีดำ
ดังนั้นความเข้มของแสงสะท้อนที่ได้จากเอกสาร
จะมีความแตกต่างกัน จากนั้นแสงสะท้อน
จะถูกส่งผ่านเลนซ์นูนในการรวมแสง
แล้วส่งให้วงจรทำหน้าที่
แปลงระดับความเข้มของแสงเป็นสัญญาณทางไฟฟ้า
(Opto-Electrical Conversion Element)
สัญญาณทางไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า
สัญญาณภาพ (Picture Signal)
๔.๓ เทคนิคการส่งสัญญาณ (Transmission
Technique)
เครื่องโทรสารด้านส่งจะต้องมีการเข้ารหัสสัญญาณภาพ
(Picture
Signal) และทำการผสมสัญญาณ
(Modulate) ก่อนที่จะถูกส่งไปยังเครื่อง
โทรสารด้านรับตามลำดับ
การพัฒนาของเครื่องโทรสารสามารถแบ่งได้เป็นสี่กลุ่ม
[1] ดังนี้
ก) กลุ่มที่หนึ่ง (Group I: G1)
การกำหนดระบบที่ใช้กับเครื่องโทรสารสมัยเริ่มแรก
เรียกว่า กลุ่มที่หนึ่ง (Group I: G1)
โดยการนำสัญญาณภาพ
ที่ได้การเปลี่ยนสัญญาณแสงเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าแล้วทำการผสมสัญญาณแบบเอเอ็ม (Amplitude
Modulation: AM) หรือแบบเอฟเอ็ม (Frequency
Modulation: FM)
เพื่อใช้ในการส่งสัญญาณผ่านระบบสื่อสาร
สำหรับด้านรับเมื่อได้รับสัญญาณแล้วจะทำการแยกสัญญาณ เพื่อให้ได้สัญญาณภาพกลับคืนมาแล้วเข้าสู่ขบวนการจัดทำให้เป็นเอกสารใหม่
(Hard Copy)
เพื่อให้ได้รูปแบบเหมือนกับเอกสารต้นฉบับต่อไป
มาตรฐานของกลุ่มที่หนึ่ง
กำหนดให้ใช้เวลาในการรับส่งเอกสารขนาด A4 (๒๑๐
mm x ๒๙๗ mm) ใช้เวลาประมาณ ๖ นาที
โดยมีความละเอียดของความหนาแน่นของเส้นสแกน
๓.๘๕ เส้นต่อมิลลิเมตร
ใช้การผสมสัญญาณแบบแบบเอเอ็ม หรือเอฟเอ็ม
ข) กลุ่มที่สอง (Group II: G2)
มาตรฐานของเครื่องโทรสารแบบกลุ่มที่สอง
ถูกกำหนดขึ้นเมื่อปี คศ.1976 (พ.ศ. ๒๕๑๙)
เป็นการพัฒนาปรับปรุงการผสมสัญญาณ
และการแยกสัญญาณ โดยใช้การผสมสัญญาณแบบเอเอ็ม
วีเอสบี (Amplitude Modulation Vestigial
Sideband: AM VSB) หรือการผสมสัญญาณแบบพีเอ็ม
วีเอสบี (Phase Modulation Vestigial
Sideband: PM VSB)
ทำให้สามารถลดเวลาที่ต้องใช้ในการรับส่งข้อมูลเอกสารขนาด
A4 เหลือเพียงประมาณ ๓ นาที
โดยรายละเอียดของเอกสารมีความละเอียดของความหนาแน่นของเส้นสแกนเท่ากับเครื่องโทรสารแบบกลุ่มที่หนึ่ง
ค) กลุ่มที่สาม
(Group III: G3)
เครื่องโทรสารในกลุ่มที่หนึ่ง
และกลุ่มที่สองเทคนิคที่ใช้ในการส่งสัญญาณเป็นแบบแอนะล็อก(Analog)
แต่ในกลุ่มที่สามได้นำรูปแบบการส่งสัญญาณแบบดิจิทัล
(Digital)
รวมทั้งใช้เทคนิคการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อใช้ในการลดปริมาณข้อมูล
(Data Compression Process Coding Mode or
Coding Scheme)
ทำให้สามารถส่งสัญญาณด้วยอัตราเร็วถึง ๙๖๐๐
บิทต่อวินาที (Bit/sec)
ลดเวลาที่ต้องใช้ในการรับส่งเอกสารต้นฉบับขนาด
A4 เหลือเพียงประมาณ ๑ นาที
ในการสแกนแต่ละครั้งจะมีจำนวนจุดภาพที่เป็นสีขาว
และจุดภาพที่เป็นสีดำที่ต่อเนื่องกันเรียกว่า
สีขาวต่อเนื่อง (White run) และสีดำต่อเนื่อง
(Black run) การสแกนตามแนวนอนในแต่ละครั้ง
ตามเส้นสแกนซึ่งมีความยาว ๒๑๕ มิลลิเมตร
จะได้จำนวนจุดภาพทั้งหมด ๑,๗๒๘ จุดภาพ
การลดปริมาณข้อมูลดังกล่าวทำได้โดยอาศัยการเข้ารหัส
(Coding) ในส่วนที่เป็นสีขาวต่อเนื่อง
หรือสีดำต่อเนื่อง
การเข้ารหัสที่กำหนดตามมาตรฐานมีอยู่
สองประเภท คือ การเข้ารหัสระนาบเดียว
(One-Dimension Coding Scheme)
และการเข้ารหัสสองระนาบ (Two- Dimension
Coding Scheme)
การเข้ารหัสจะอ้างอิงตามตารางรหัสจบ
(Terminating Codes) และรหัสสร้าง (Make up
Codes)
ที่กำหนดโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศตามมาตรฐานแนะนำชุดที
T (ITU CCITT Recommendation T Series) [2]
การเข้ารหัสระนาบเดียว (One-dimension Coding
Scheme)
เป็นการอาศัยจุดภาพจากการสแกนที่เป็นจุดสีขาวต่อเนื่อง
หรือสีดำต่อเนื่องมาเข้ารหัสตามตารางรหัสจบและรหัสสร้าง
การเข้ารหัสระนาบเดียว มีชื่อเรียกอีกแบบ
คือฮัฟฟ์แมนดัดแปลง (Modified Huffman: MH)
การเข้ารหัสสองระนาบ (Two-Dimensional Coding
Scheme)
ใช้ลักษณะบางส่วนของการเข้ารหัสระนาบเดียว
ควบคู่กับการใช้ความสัมพันธ์ทางแนวดิ่งกับข้อมูลที่มีอยู่
โดยที่การสแกนครั้งแรกจะเป็นการเข้ารหัสระนาบเดียว
เพื่อใช้เป็นเส้นอ้างอิงของการเข้ารหัสสองระนาบ
หลังจากนั้นก็จะใช้
การสแกนของการเข้ารหัสสองระนาบ
เป็นเส้นอ้างอิงในการเข้ารหัสครั้งต่อไป
การเข้ารหัสสองระนาบ
เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
การอ่านแบบดัดแปลง
(Modified Reading: MR)
ง) กลุ่มที่สี่ (Group 4: G4)
มาตรฐานของเครื่องโทรสารแบบกลุ่มที่สี่
เป็นการส่งข้อมูลแบบดิจิทัลโดยต้องเชื่อมต่อกับโครงข่ายข้อมูลสาธารณะ(Public
data network: PDN) ได้แก่
โครงข่ายข้อมูลสาธารณะแบบสลับวงจร (Circuit
Switched Public data Network: CSPDN)
โครงข่ายข้อมูลสาธารณะ
แบบสลับกลุ่มข้อมูล (Packet Switched Public
Data Network: PSPDN )
โครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล (Integrated Services Digital
Network: ISDN)
และโครงข่ายโทรศัพท์สาธารณะ (Public Switched
Telephone network: PSTN)
โดยเครือข่ายทั้งสี่ชนิดนี้
จะต้องมีการให้สัญญาณเรียกตอบแบบต่างๆ คือ
ตอบรับอัตโนมัติ (Automatic Answering)
ตอบรับการส่ง (Transmission reception)
และปล่อยหรือยกเลิก (Clearing)
เครื่องโทรสารกลุ่มที่สี่
แบ่งระดับได้เป็นสามชั้น คือ
ชั้นที่หนึ่ง
ความต้องการขั้นต่ำสุดของเครื่องโทรสารชั้นนี้
คือ
สามารถรับข้อมูลที่มีการเข้ารหัสแบบฮัฟฟ์แมนดัดแปลง
หรือการอ่านแบบดัดแปลง
ชั้นที่สอง
ความต้องการขั้นต่ำสุดของเครื่องโทรสารชั้นนี้คือ
สามารถส่งข้อมูลของรหัสแฟกซ์และสามารถรับข้อมูลของรหัสแฟกซ์หรือรหัสเทเลเทกซ์
(Teletext Code) หรือรับได้ทั้งสองข้อมูล
(Mixed Mode) ในแผ่นเดียวกัน
ชั้นที่สาม
ความต้องการขั้นต่ำสุดของเครื่องโทรสารชั้นนี้
คือ สามารถสร้าง ส่ง และรับข้อมูลของรหัสแฟกซ์
รหัสเทเลเทกซ์
และรับได้ทั้งสองข้อมูลในแผ่นเดียวกัน
เครื่องโทรสารกลุ่มที่สี่
ต่อเชื่อมใช้งานกับโครงข่ายดิจิทัล (Digital
Network) ด้วยอัตราข้อมูล ๖๔ กิโลบิตต่อวินาที
การเข้ารหัสคล้ายกับกลุ่มที่สาม คือ
ใช้การเข้ารหัสแบบสองระนาบ
|