|
๔.๑
วิธีการส่งสัญญาณณ
เครื่องแทคชีกราฟหรือเครื่องโทรภาพของแชพพ์ยุคแรกแบ่งตามตัวกลางที่ใช้ในการส่งได้สองประเภท
คือ
ก) การส่งสัญญาณด้วยวิธีเชิงแสงและเสียง
เป็นวิธีแรกที่แชพพ์ได้นำมาใช้ในการทดสอบการส่งสัญญาณเมื่อปี
พ.ศ. ๒๓๓๓ (ค.ศ. 1790)
อุปกรณ์ที่ใช้คือเครื่องส่งและรับสัญญาณ
ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับหอนาฬิกาขนาดใหญ่มีตัวอักษรต่างๆอยู่บนหน้าปัทม์และมีเข็มไว้สำหรับชี้ไปยังสัญลักษณ์ต่างๆ
เมื่อต้องการส่งสัญลักษณ์หนึ่งๆออกไป
ให้ทำการหมุนเข็มบนหน้าปัทม์นาฬิกาไปยังสัญลักษณ์ที่ต้องการจะส่ง
แผ่นทองแดงสองแผ่นภายในจะกระทบกันเพื่อให้เกิดเสียง
ซึ่งทำให้ผู้ที่อยู่ห่างออกไป ๔๐๐
เมตรได้ยินเสียงอย่างชัดเจน
ผู้รับที่ปลายทางก็จะทราบว่ามีการส่งข่าวสารจากต้นทางและสามารถมองเห็นสัญลักษณ์ที่ส่งได้จากระยะไกล
การส่งแบบนี้จำเป็นต้องใช้แสงเพื่อช่วยในการมองเห็นสัญลักษณ์ที่ส่ง
และเสียงเพื่อบอกว่ามีสัญญาณส่งมา
การทดลองครั้งแรกในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๓๔
(ค.ศ. 1791) ทำระยะการมองเห็นได้ถึง ๑๕
กิโลเมตร
ข) การส่งสัญญาณด้วยวิธีเชิงแสง
จากปัญหาของวิธีเชิงแสงและเสียงที่เกิดจาก
เครื่องส่งไปรบกวนผู้คนที่อยู่ในรัศมีการได้ยิน
ทำให้แชพพ์เปลี่ยนวิธีมาเป็นการใช้วิธีเชิงแสงเพียงอย่างเดียว
โดยทำการติดตั้งกล่องส่องทางไกลไว้ที่ภาครับดังแสดงในรูปที่
๔.๑
เพื่อช่วยให้มองเห็นได้ว่าภาคส่งต้องการส่งสัญลักษณ์ใดมา
นอกจากนี้ยังทำให้สัญลักษณ์ที่จะส่งมีขนาดใหญ่และติดตั้งไว้ในระดับที่สูงกว่าปกติ
เพื่อช่วยในการมองเห็นได้จากระยะไกล(ยุคนั้นยังไม่มีอุปกรณ์หรือระบบสื่อสารอื่นใดไม่ว่าจะเป็นทางการใช้สายหรือแบบไร้สาย)
|


รูปที่ ๔.๑
ภาพจำลองเครื่องแทคชีกราฟต้นแบบ
เพื่อการสื่อสัญลักษณ์
ในระยะทางไกลกว่าปกติที่มนุษย์สามารถสื่อสารได้ระหว่างบุคคล
[๑]
|
แม้ว่าเครื่องแทคชีกราฟต้นแบบนั้น
จะสามารถย่นระยะเวลา ในการติดต่อสื่อสารได้
แต่ก็ประสบกับปัญหาเกี่ยวกับระยะ ในการมองเห็น และจำนวนสัญลักษณ์ที่สามารถส่งได้
ดังนั้นแชพพ์จึงได้มีการพัฒนาเครื่องแทคชีกราฟต้นแบบ
และได้รับความช่วยเหลือจากอับราฮัม หลุยส์
บริกเก็ตส์ (Abraham-
Louis Breguet) ในการก่อสร้าง
ทำให้เครื่องแทคชีกราฟรุ่นใหม่ถูกสร้างขึ้นมาและได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น
เครื่องเทเลกราฟ (Telegraph) หรือโทรเลข
ซึ่งในภาษาลาตินมีความหมายว่า
ผู้เขียนจากระยะไกล (Distant Writer) [๑]
โทรเลขที่ถูกพัฒนาขึ้นมานี้
ประกอบด้วยส่วนสำคัญหลักสองส่วนนั่นคือ
แกนควบคุม (Regulator) และ แขน (Indicator)
ดังแสดงในรูปที่ ๔.๒ แกนควบคุมนั้นมีขนาดกว้าง
๐.๓๕ เมตร ยาว ๔.๕ เมตร ส่วนแขนทั้ง
๒ ข้างมีความกว้าง ๐.๓๓ เมตร ยาว ๒
เมตรและควบคุมความสมดุลด้วยลูกตุ้มเหล็กซึ่งติดไว้ที่ปลายแขนทั้ง
๒ ด้าน แขนถูกสร้างให้มีลักษณะคล้ายบานเกล็ดหน้าต่างหน้าต่างโดยนำแผ่นโลหะมาวางเรียงกันคล้ายกับบานเกล็ดหน้าต่างให้เกิดช่องว่างเพื่อให้ลมสามารถผ่าน
ทั้งนี้ก็เพื่อลดแรงต้านอากาศและเพิ่มระยะการมองเห็น
นอกจากนี้ยังมีการทาสีของแกนควบคุมและแขนเป็นสีขาวและมีรูปสามเหลี่ยมสีฟ้าทาเอาไว้เพื่อเพิ่มทัศนะวิสัยในการมองเห็นด้วย
(ซึ่งต่อมาสีฟ้าและขาวได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติในฝรั่งเศส)
[๑]
เมื่อต้องการส่งสัญญาณออกไป
ผู้ควบคุมก็จะทำการเปลี่ยนตำแหน่งของแกนควบคุมและแขนโดยที่แกนควบคุมจะมีตำแหน่งที่แตกต่างกันได้สี่แบบ
ได้แก่ แนวตั้ง แนวนอน เอียงซ้าย และเอียงขวา
แขนแต่ละข้างจะทำมุมที่แตกต่างกันได้เจ็ดแบบได้แก่
ศูนย์ ๔๕ ๙๐ ๑๓๕ ๒๒๕ ๒๗๐ และ ๓๑๕ องศา
โทรเลขเครื่องนี้ได้ถูกติดตั้งไว้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟ
(Louvre) ในประเทศฝรั่งเศส ดังแสดงในรูปที่
๔.๓
|


รูปที่ ๔.๒
แบบจำลองเครื่องโทรเลขของแชพพ์
ซึ่งประกอบด้วย
แกนควบคุมและแขนเพื่อปรับเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์แทนข้อมูลที่ต้องการสื่อสาร
เพื่อให้สังเกตเห็นได้ในระยะไกลหรือต้องใช้กล้องส่องทางไกลช่วย
[๑]
|
|


รูปที่ ๔.๓
ภาพวาดแสดงเครื่องโทรเลขที่ถูกติดตั้งไว้
ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟในประเทศฝรั่งเศส
|
๔.๒ การถอดรหัส
หลักการในการส่งสัญญาณ
หรือรหัสออกไปอยู่ที่การเปลี่ยนตำแหน่งของแกนควบคุมและแขนทั้ง
๒ ข้าง สัญลักษณ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด
จะคำนวณจากตำแหน่งที่เป็นไปได้ทั้งหมดจากแกนควบคุมและแขน
แกนควบคุมนั้นมีตำแหน่งที่ต่างกันได้ ๔ แบบ
และแขนแต่ละข้างมีตำแหน่งที่ต่างกันได้ ๗
แบบด้วยกัน
ทำให้มีจำนวนสัญลักษณ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด ๑๙๖
แบบ
สัญลักษณ์ตัวอย่างบางส่วนของภาษาอังกฤษ(English)ที่มีการนำมาใช้แสดงในรูปที่
๔.๕
|


รูปที่ ๔.๔
ตัวอย่างบางสัญลักษณ์ของภาษาอังกฤษ
ซึ่งได้จากการเปลี่ยนตำแหน่งของแกนควบคุมและแขน
|
โดยเครื่องโทรเลข
ที่ติดตั้งไว้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟ นำมาใช้เพียง
๗๗ สัญลักษณ์เท่านั้น ต่อมาลีออน ดีลอนเน่
(Leon Delaunay) ได้จัดทำเป็นรายการ
คำศัพท์จำนวน ๙,๙๙๙ คำศัพท์ขึ้น [๑]
ทว่ารายการคำศัพท์ของดีลอนเน่นั้นยังทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งและไม่สะดวกอยู่มาก
แชพพ์ จึงได้เสนอรหัสรูปแบบใหม่ขึ้นในปี พ.ศ.
๒๓๓๘ (ค.ศ. 1795)
โดยสัญลักษณ์ที่มีแกนควบคุมอยู่ในตำแหน่งแนวนอนและแนวตั้ง
และตำแหน่งที่แกนควบคุมและแขนทั้ง ๒
วางเรียงกันเป็นเส้นตรงดังแสดงในรูปที่
๔.๕
มีไว้เพื่อการตรวจสอบสัญญาณ
ทำให้เหลือสัญลักษณ์ที่ส่งได้ทั้งหมด ๙๖ แบบ
แชพพ์นำสัญลักษณ์มาใช้เพียง ๙๒
แบบและได้กำหนดให้การส่ง ๑
คำรหัสต้องส่งสัญญาณไปสามครั้ง
ครั้งแรกจะเป็นการบอกหมวดหมู่ซึ่งมีอยู่ ๓
หมวดหมู่ได้แก่
คำศัพท์ต่างๆ วลีหรือสำนวนหรือศัพท์ทางวิชาการ
และ
ชื่อสถานที่หรือวลีที่ใช้ในการติดต่อกันทางจดหมาย
การส่งสัญญาณครั้งที่สองจะเป็นการบอกหน้าของคำรหัสนั้นๆ
ว่าอยู่หน้าที่เท่าใด
และการส่งครั้งที่สามจะบอกถึงเลขระบุคำรหัสว่าอยู่ตำแหน่งไหนในหน้านั้นๆ
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๓
(ค.ศ. 1895)
ได้มีการเปลี่ยนมาใช้หนังสือคำรหัส (Code
Book) ขนาด ๙๒ × ๙๒ หรือ ๘๔๖๔ คำศัพท์
อักษรย่อ และประโยค
โดยจะมีการส่งสัญญาณมาสองครั้งเพื่อบอกถึงหน้าที่คำรหัสคำนั้นอยู่
และบอกบรรทัดของคำรหัสนั้นๆ
หลังจากนี้ก็มีการพัฒนาวิธีการถอดรหัสมาอีกตามลำดับ
จนในที่สุดได้ถึง ๔๐,๐๐๐ คำทีเดียว
(หนังสือนี้เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์การไปรษณีย์
ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส) [๑]
|


รูปที่ ๔.๕
ตำแหน่งสัญลักษณ์ที่ไม่ได้นำมาใช้งานในการส่งข้อความหรือข่าวสาร
(แกนควบคุมอยู่ในตำแหน่งแนวนอนและแนวตั้ง
และตำแหน่งที่แกนควบคุมและแขนทั้ง
๒ วางเรียงกันเป็นเส้นตรง)
|
๔.๓ การส่งสัญญาณ
เมื่อมีการกำหนดข้อความที่จะส่งเรียบร้อยแล้ว
สถานีต้นทางก็จะเริ่มทำการส่งสัญญาณแรกออกไป
เมื่อสถานีที่สองเห็นสัญญาณจากสถานีแรก
ก็จะส่งสัญญาณนั้นต่อไปยังสถานีที่สาม
เมื่อทำแบบนี้
ไปตามลำดับก็จะสามารถส่งข้อความไปยังสถานีปลายทางที่ต้องการได้
การกระทำในลักษณะนี้เปรียบได้กับการส่งสัญญาณออกไป
จากแหล่งกำเนิดและผ่านไปยังตัวทวนสัญญาณ
(Repeater)
เพื่อทำการส่งต่อสัญญาณไปยังตัวรับตัวถัดไป
ดังแสดงในรูปที่ ๔.๖ สำหรับการถอดรหัสนั้น
จะกระทำที่สถานีชุมทาง
และสถานีปลายทางเท่านั้น เหตุที่สถานีชุมทาง
จะต้องมีการถอดรหัส
ก็เพื่อเป็นการป้องกันสถานการณ์ที่สภาพอากาศเลวร้าย
หรือมีทัศนะวิสัยต่ำ
ทำให้ไม่สามารถส่งข้อความต่อไปได้
ก็จะใช้ผู้นำสารเป็นผู้นำไปส่งยังปลายทาง
ส่วนสถานีระหว่างทางจะไม่มีการถอดรหัส
เพื่อทำให้สามารถส่งข้อความได้รวดเร็วขึ้น
เว้นแต่บางคำรหัสซึ่งส่งมาเพื่อบอกถึงความผิดพลาดในการส่ง
หรือจบการส่งข้อความ เป็นต้น
|

รูปที่ ๔.๖
การส่งสัญญาณจากสถานีต้นทางไปยังสถานีปลายทาง
ผ่านสถานีย่อย
|
|