| |
|
|
| |
|
บริการโทรคมนาคม (Telecommunication
Service)
บริการที่ทำให้ผู้ใช้ต้นทางสามารถติดต่อสื่อสารผ่านอุปกรณ์สื่อสารเช่นโทรศัพท์ไปยังอุปกรณ์สื่อสารของผู้ใช้ปลายทางที่อยู่ห่างไกลออกไปในการ
บริการโทรคมนาคมนั้น
อุปกรณ์สื่อสารของผู้ใช้ ทั้งต้นทางและปลายทาง จะถูกเชื่อมต่อกัน
ผ่านทางโครงข่ายโทรคมนาคม (Telecommunication
Network) ของผู้ให้บริการโทรคมนาคม อย่างเช่น ในกรณีของโทรศัพท์ ก็จะถูกเชื่อมต่อผ่านโครงข่ายโทรศัพท์ ของทีโอที เป็นต้น โครงข่าย
โทรคมนาคมมีหลายประเภทขึ้นกับประเภทของบริการและอุปกรณ์สื่อสารของผู้ใช้
โครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐาน (Basic
Telephone Network)
โครงข่ายของผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานเพื่อต่อโทรศัพท์บ้านของผู้ใช้ไปยังอุปกรณ์สื่อสารของผู้ใช้ปลายทาง
บริการหลักของโครงข่ายนี้จะใช้เพื่อ
การพูดคุยซึ่งจะเป็นการรับส่งสัญญาณเสียงระหว่างผู้ใช้ต้นทางกับปลายทาง
โครงข่ายข้อมูล (Data
Communication Network)
โครงข่ายของผู้ให้บริการรับส่งข้อมูล เพื่อต่ออุปกรณ์ในการรับส่งข้อมูล เช่น
เครื่องคอมพิวเตอร์ประจำบ้าน หรือสำนักงานของผู้ใช้ ไปยังอุปกรณ์
ในการรับส่งข้อมูลของปลายทาง
บริการหลักของโครงข่ายนี้
เป็นการรับส่งข้อมูลระหว่างผู้ใช้ต้นทางกับปลายทาง
เช่น
อินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูล
ข่าวสาร
หรือการส่งวีดีโอคลิปไปเก็บไว้บนอินเทอร์เน็ต
เป็นต้น
สัญญานควบคุม (Signaling)
มาตราฐานสัญญานที่ถูกใช้
ในการติดต่อระหว่างกันของโครงข่ายโทรศัพท์
หรือชุมสายโทรศัพท์ โดยในรายละเอียด
จะมีการแลกเปลี่ยนข่าวสารที่
มีข้อมูลที่จำเป็นในการติดต่อสื่อสารเช่นเบอร์โทรศัพท์ต้นทาง
ปลายทาง
มัลติคาสต์ (Multicast)
รูปแบบการส่งข้อมูลที่เจาะจงกลุ่มผู้รับ
สามารถส่งข้อมูลเพียงครั้งเดียวไปยังผู้รับหลายรายที่สังกัดอยู่ในกลุ่ม
โพรโตคอลซิป (Protocol
SIP)
โพรโทคอลซึ่งใช้ในการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
มีลักษณะการแบ่งข้อมูลเป็นขนาดความยาวต่างๆ ซึ่งเรียกว่าแพกเก็ต
เพื่อใช้ส่งข้อมูล
กระจายผ่านเครือข่ายสวิตช์ชิ่ง
ผู้ให้บริการเสริม (Application
Service Provider)
ผู้ให้บริการด้านสารสนเทศประยุกต์ เช่น
การให้บริการเช่าใช้ซอฟต์แวร์
คุณภาพบริการ (Quality
Of Service)
คุณภาพในการติดต่อสื่อสารด้วยการขนส่งข้อมูลเป็นแพกเกจโดยจะวัดจากความล่าช้าในการส่งข้อมูลจากต้นทางไปปลายทางหรืออัตราส่วนข้อมูล
ที่สูญหายไประหว่างขนส่งเป็นต้น
|
๒.บทคัดย่อ
up
|
|
การที่โครงข่ายโทรคมนาคมพื้นฐาน
เช่นระบบโทรศัพท์มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก
ทั้งชนิดและรูปแบบบริการ
จากเดิมที่มีเพียงเฉพาะบริการด้านเสียงสำหรับโทรศัพท์บ้าน
ต่อมามีบริการชนิดใหม่ เช่น
อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โทรศัพท์เคลื่อนที่
เป็นต้น อุปสรรคที่เกิดขึ้นคือ
โครงข่ายโทรคมนาคมต่างๆดังกล่าว
ถูกแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงตามชนิดของบริการ
เช่น
โครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานสำหรับโทรศัพท์บ้าน
โครงข่ายข้อมูลสำหรับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นต้น
ดังนั้นโครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้าจึงกำเนิดขึ้นเพื่อให้สามารถรองรับบริการโทรคมนาคมทุกประเภทรวมทั้งบริการใหม่ๆ
ที่จะเกิดขึ้นต่อไปด้วยการรวมทุกโครงข่ายโทรคมนาคมเข้าด้วยกัน
ภายใต้โครงข่ายไอพีที่มีการรับส่งข้อมูลแบบกลุ่มข้อมูลหรือแพกเกจ |
Abstract
up
|
|
As
telecommunication networks such as basic
telephone, keeps changing dramatically both
in type and form of services. At the
beginning, there was only voice
communication via home telephone. After
that, there were new types of service, such
as high speed internet, mobile phone.
Obstacle which occurs is that each
telecommunication network is working
separately, according to type of services.
For instance, there are basic telephone
network for home telephone, data network for
high speed internet, mobile networks for
mobile phone. Next Generation Network (NGN)
had been invented in order to support all
types of these telecommunication systems,
including incoming new services, by doing
convergence of all networks into unified IP
(Internet Protocol) network which
sends/receives data in the packet form. |
๓.บทนำ (Introduction)
up
|
|
๓.๑ ที่มาของโครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
จากโครงสร้างของโครงข่ายบริการโทรคมนาคมแบบแยกส่วนดังรูปที่
๓.๑
โดยมีโครงข่ายโทรคมนาคมหลายชนิดตามประเภทเครื่องของผู้ใช้และบริการ
เช่น สำหรับบริการโทรศัพท์พื้นฐาน
บริการรับส่งข้อมูลต่างๆ
รวมถึงการต่อเข้าอินเทอร์เน็ต
ก็มีโครงข่ายข้อมูลของผู้ให้บริการ
หรือไอเอสพี (Internet Service Provider: ISP)
ประเภทต่างๆรองรับอยู่ ส่วนการติดต่อสื่อสาร
ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่
มีโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้งในยุคที่๒
เช่น จีเอสเอ็ม(GSM) จีพีอาเอส(GPRS) เอจ(EDGE)
และยุคที่๓ เช่น เอชเอสพีเอ(HSPA) ซีดีเอ็มเอ(CDMA2000)
อีวีดีโอ (EVDO) ของผู้ให้บริการ
โครงข่ายประเภทต่างๆเหล่านี้จะมีโครงสร้างแบบแนวตั้งหมายถึงแต่ละโครงข่ายจะมีทั้งโครงสร้าง
และบริการแยกกันเป็นเอกเทศ ดังนั้นบริการต่างๆ
(รวมถึงบริการเสริมดังที่ตัวอย่างในรูปที่๓.๑)
บนแต่ละโครงข่ายจึงไม่สามารถใช้ร่วมกันได้
ผลที่ตามมาสำหรับผู้ใช้ก็ คือ
ต้องมีการสมัครบริการสำหรับโครงข่ายแต่ละประเภทแยกกันไปจึงทำให้ผู้ใช้รายเดียวต้องมีทั้งหมายเลขโทรศัพท์บ้านหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่
และชื่อผู้ใช้สำหรับต่อเข้าอินเทอร์เน็ต(User
Name)
อีกทั้งบริการเสริมก็ต้องสมัครใช้แยกกันโดยสิ้นเชิง
|


รูปที่
๓.๑
โครงข่ายโทรคมนาคมประเภทต่างๆแบบแยกส่วน
(โครงสร้างแบบแนวตั้ง
แต่ละโครงข่ายบริการไม่เกี่ยวข้องกัน)
|
นอกจากนี้
ผู้ให้บริการโทรคมนาคมต่างๆก็ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง
เนื่องจากตลาดโทรศัพท์พื้นฐานซึ่งเป็นธุรกิจหลักได้ลดขนาดลงต่อเนื่อง
ตลาดที่ทำรายได้ที่มากขึ้นเช่น
โทรศัพท์เคลื่อนที่ก็เข้าสู่จุดอิ่มตัวต่อไป
นอกจากนั้นการเปลี่ยนแปลงประเภทของการสื่อสารหลักจากการพูดคุยหรือบริการทางเสียง
(Voice Service) ที่เก็บค่าบริการเป็นเวลา
มาเป็นการรับส่งข้อมูลที่เก็บเป็นค่าบริการรูปแบบต่างๆ
ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น
ผู้ให้บริการโทรคมนาคมมีความจำเป็นที่ต้องปรับตัวหาโครงข่ายโทรคมนาคมที่สามารถรับกับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไปนั้น
ซึ่งก็คือ
การรวมโครงข่ายต่างๆเข้าด้วยกันเป็นโครงข่ายเอ็นจีเอ็น
(NGN) ดังรูปที่ ๓.๒
|


รูปที่
๓.๒ โครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
(โครงข่ายหลักเดียวสำหรับทุกประเภทบริการ)
|
๓.๒ ข้อดีของโครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
จากที่มาดังกล่าว
องค์กรโทรคมนาคมระหว่างประเทศ(International
Telecommunication Union Telecommunication
Standardization sector: ITU-T)รวมถึง
สถาบันมาตรฐานโทรคมนาคมแห่งสหภาพยุโรป(European
Telecommunications Standards Institute: ETSI)
ซึ่งมีโครงการชื่อว่า TISPAN (Telecoms &
Internet converged Services & Protocols for
Advanced Network)
ทำงานด้านโครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้าและกำหนดเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก
ภาพรวมโครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า แสดงดังรูปที่
๓.๒ โดยมีจุดเด่นและข้อดีต่อผู้ใช้ดังต่อไปนี้
ก)
โครงสร้างของโครงข่ายจะเปลี่ยนไปจากเดิมที่แยกตามบริการแต่ละประเภท
เป็นโครงข่ายหลักเดียวสำหรับบริการทุกประเภท
ทั้งบริการโทรศัพท์บ้าน
บริการต่อเข้าโครงข่ายอินเทอร์เน็ต
หรือแม้แต่บริการติดต่อสื่อสารจากโทรศัพท์เคลื่อนที่
โดยข้อมูลจะถูกขนส่งโดยใช้โครงข่ายไอพีเป็นหลัก
ซึ่งข้อมูลทุกชนิดจะถูกรับส่งเป็นกลุ่มข้อมูลหรือแพกเกจ
(Packet)
ข) โครงข่ายเอ็นจีเอ็น(NGN)
จะมีการแบ่งชั้นทำหน้าที่ต่างๆกันอย่างชัดเจนเป็นโครงสร้างแบบแบ่งเป็นชั้น(Hierarchical)
ที่ทำหน้าที่ขนส่งข้อมูลของผู้ใช้ไม่ว่าจะเป็นเสียง
ภาพ
หรือข้อมูลต่างๆที่ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน
เรียกว่าชั้นทำหน้าที่ขนส่ง (Transport
Stratum) ชั้นที่อยู่เหนือชั้นทำหน้าที่ขนส่ง
เรียกว่า ชั้นควบคุมบริการ(Service
Stratum) ทำหน้าที่ควบคุมบริการต่างๆ
ที่ผู้ใช้ต้องการใช้งาน เช่น ไอพีเทเลโฟนี(IP
Telephony) หรือโทรศัพท์ผ่าน
เครือข่ายไอพี
รวมถึงการควบคุมคุณภาพของบริการ(Quality of
Service) และความปลอดภัย (Security) ด้วย
ค) จุดเชื่อมต่อต่างๆ(ระหว่างชั้นภายในโครงข่าย
ระหว่างโครงข่ายกับผู้ใช้
หรือระหว่างโครงข่ายกับโครงข่ายอื่น)
เป็นจุดเชื่อมต่อด้วยมาตรฐานเปิดที่ถูกกำหนดไว้ชัดเจน
ทำให้การเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันไม่มีปัญหา
ข้อดีของโครงข่ายเอ็นจีเอ็น(NGN)จากจุดเด่นดังกล่าวนี้ประการแรกคือบริการทุกประเภทมีอยู่บนโครงข่ายเดียวกันและมีการต่อเชื่อมกันอย่างต่อเนื่อง
บริการ
ที่รวมทั้งบริการโทรศัพท์พื้นฐาน
โทรศัพท์เคลื่อนที่ การสื่อสารข้อมูล
และบริการการกระจายสัญญาณ(Broadcast)
เข้าด้วยกันโดยไม่ต้องแยกเบอร์โทรศัพท์ผู้ใช้หรือชื่อผู้ใช้ตามประเภทโครงข่ายเหมือนเดิม
นอกจากนี้
เนื่องจากข้อมูลถูกขนส่งเป็นแบบใช้ไอพีทั้งหมดจึงสามารถมีบริการใหม่ๆเช่น
ผู้ใช้ที่บ้านสามารถพูดคุยโทรศัพท์แบบเห็นหน้าได้ขณะสนทนาหรือโทรศัพท์ภาพ
สามารถเลือกชมรายการวีดีโอต่างๆได้เมื่อต้องการ
เช่น บริษัทนิปปอนเทเลโฟนแอนด์เทเลกราฟ(Nippon
Telephone & Telegraph:NTT)ซึ่งเป็นผู้ใหับริการโทรคมนาคมขนาดใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นได้ทดลองใช้บริการ
ของโครงข่ายเอ็นจีเอ็น(NGN) ตั้งแต่ปลายปี
พ.ศ.๒๕๔๙ และเปิดบริการจริงต้นปี พ.ศ.๒๕๕๑
ข้อดีถัดมา คือ
จากการที่มีจุดเชื่อมต่อด้วยมาตรฐานเปิด
ผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามารถเปิดโครงข่ายเอ็นจีเอ็น
(NGN) ให้ผู้สร้างบริการเสริมหรือเอเอสพี
(Application Service Provider: ASP) ต่างๆ
มาแข่งขันกันสร้างบริการใหม่ๆ
บนโครงข่ายให้กับผู้ใช้บริการได้สะดวกขึ้นโดยผู้ให้บริการโครงข่ายไม่ต้องลงทุนทำเองทั้งหมด
ดังนั้นผู้ใช้จะมีบริการประเภทต่างๆให้เลือกใช้ได้มากขึ้นด้วยราคาที่เหมาะสมต่อไป |
๔.โครงสร้างของโครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
up
|
|
๔.๑
ภาพรวมโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายเอ็นจีเอ็น
(NGN)
โครงข่ายเอ็นจีเอ็น(NGN)ได้ถูกออกแบบให้มีโครงสร้างพื้นฐานดังแสดงในรูปที่
๔.๑ โครงสร้างของเอ็นจีเอ็น(NGN)
มีการแยกชั้นหน้าที่ในการควบคุมบริการ
ที่ทำหน้าที่จัดการสัญญาณควบคุม(Signaling)บริการต่างๆ
ออกจากชั้นหน้าที่ขนส่ง
ที่ทำหน้าที่ขนส่งแพกเกจ(Packet)หรือกลุ่มข้อมูลจริงๆในการติดต่อสื่อสาร
ในชั้นที่ทำหน้าที่ขนส่งจะใช้โครงข่ายไอพีเป็นฐานเนื่องจากต้องการคงคุณสมบัติต้นทุนที่ต่ำและความสามารถแยกการประยุกต์
หรือบริการรูปแบบต่างๆ
เป็นอิสระได้ ในขณะเดียวกัน
ข้อดีในเรื่องความเชื่อถือได้สูง(High
Reliability) และความมีคุณภาพสูง(High
Quality)ของโทรศัพท์พื้นฐานก็ถูกนำมารวมไว้โดยมีการทำการพิสูจน์ตัวตน(Authentication)
ของวงจรที่ต่อเข้าโครงข่าย(Access circuit)
ซึ่งไม่มีในอินเทอร์เน็ตยุคแรก
พร้อมทั้งเทคโนโลยีควบคุมคุณภาพการสื่อสาร(Quality
of Service Control: QoS Control)
ชั้นควบคุมบริการซึ่งเป็นแกนหลักของโครงข่ายเอ็นจีเอ็น(NGN)จะทำหน้าที่ควบคุมการติดต่อสื่อสาร(Session
management)ควบคุมตำแหน่ง
และควบคุมการคิดค่าบริการเทคโนโลยีหลักใช้มาตรฐานสื่อประสมไอพี(IP
Multimedia Subsystem: IMS,สำหรับรายละเอียดของมาตราฐานดังกล่าวสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมจากบรรณานุกรม[๓])
ควบคุมการติดต่อสื่อสาร
ทำให้ฝั่งโครงข่ายสามารถทราบได้ว่า
ผู้ใช้บริการใดกำลังติดต่อกันอยู่ได้ชัดเจน (ความสามารถในการจัดการสัญญาณหรือ
Signaling มีอยู่ในโครงข่ายโทรศัพท์
แต่ไม่มีในอินเทอร์เน็ตแต่เดิม
จนมีการนำโพรโตคอลซิป (Session Initiation
Protocol:SIP)มาใช้และมีการปรับปรุงและเพิ่มขีดความสามารถของโพรโตคอลซิป(SIP)ให้เป็นเวอร์ชันหรือรูปแบบที่เหมาะกับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ในมาตรฐาน
IMS ข้างต้น)นอกจากนั้นข้อดีของโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในส่วนของความสามารถในการเคลื่อนที่(Mobility)
ก็ถูกรวมไว้ด้วยเช่นกันโดยใช้เทคโนโลยีการสนับสนุนการเคลื่อนที่(Mobility
support)
สำหรับรายละเอียดของมาตราฐานสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมจากบรรณานุกรม
[๑] และ [๒]
|


รูปที่
๔.๑
ภาพรวมโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายเอ็นจีเอ็น(NGN)
|
๔.๒ โครงสร้างของมาตรฐานระหว่างประเทศ
มาตรฐานระหว่างประเทศต่างๆ
ได้มีการกำหนดแบบจำลองโครงสร้างของเอ็นจีเอ็น(NGN)
ไว้ดังในรูปที่ ๔.๒ ได้มีการนิยามจุดเชื่อมต่อ(Interface)
ไว้สามชนิดคือ จุดเชื่อมต่อกับผู้ใช้บริการ(User
Network Interface: UNI)จุดเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการหรือแอพพลิเคชัน(Application
Network Interface: ANI)
และจุดเชื่อมต่อกับโครงข่ายอื่นๆ (Network to
Network Interface: NNI)
ผู้ใช้บริการ (End user)
ทำการติดต่อสื่อสารโดยเริ่มแรก
ข้อมูลด้านการควบคุมหรือ Signaling
จะถูกส่งมายังส่วนควบคุมบริการ (Service
Control Function)ในชั้น Service Stratum
ซึ่งจะประสานกับส่วนควบคุมการขนส่ง(Transport
Control Function)ในชั้น Transport Stratum
เพื่อทำการ
ตรวจสอบว่าเป็นผู้ใช้จริงมิได้แอบอ้างมา
(Authentication)
หลังจากนั้นจะทำการค้นหาผู้ใช้บริการปลายทาง
จากนั้นจะทำการเตรียมคุณสมบัติในการขนส่ง เช่น
ควบคุมคุณภาพการขนส่งข้อมูล
และเริ่มทำการสื่อสาร
โดยการขนส่งข้อมูลมัลติมีเดียหรือสื่อประสม
ที่ผู้ใช้บริการต้องการส่ง
ไปยังปลายทางผ่านชั้น Transport stratum
ในรูปของกลุ่มไอพี (IP packet)
ด้วยเหตุนี้โครงข่ายเอ็นจีเอ็น(NGN)
จึงสามารถให้บริการขนส่งของกลุ่มไอพี(IP
packet)ที่ปลอดภัย (secure)
และมีการควบคุมคุณภาพจากต้นทางไปปลายทางได้
|


รูปที่
๔.๒
แบบจำลองโครงสร้างของโครงข่ายเอ็นจีเอ็น(NGN)
ตามมาตรฐานระหว่างประเทศและจุดเชื่อมต่อกับผู้ใช้บริการ
ผู้ให้บริการและโครงข่ายอื่น ๆ
|
|
๕.การประยุกต์ใช้งานและความแตกต่างจากบริการบนโครงข่ายอินเทอร์เน็ต
up
|
|
โครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้าจะเป็นโครงข่ายหลักเดียวสำหรับบริการทุกประเภท
โดยข้อมูลจะถูกขนส่งโดยใช้โครงข่ายไอพีเป็นหลักและเนื่องจากโครงข่ายเดิมมีการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นโครงข่ายที่ขนส่งข้อมูลเป็นไอพีดังนั้นจึงมีความแตกต่างระหว่างโครงข่ายไอพีปกติกับโครงข่ายเอ็นจีเอ็น(NGN)
ดังนี้
๕.๑
ลักษณะการใช้งานบริการบนโครงข่ายอินเทอร์เน็ตปกติ
อินเทอร์เน็ตเป็นโครงข่ายไอพีที่ติดต่อกันได้ทั่วโลก
โดยประกอบกันขึ้นจากการเชื่อมต่อกัน
ของโครงข่ายผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
หรือไอเอสพี (Internet Service Provider: ISP)
ต่างๆ
ผู้ใช้สามารถเข้าสู่อินเทอร์เน็ตโดยผ่านทางไอเอสพี
ที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่
บริการแอพพลิเคชันใดก็ตามที่สามารถทำงานได้บนโพรโตคอลไอพี
สามารถนำมาติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตได้
ดังรูปที่ ๕.๑
โดยพื้นฐานแล้วอินเทอร์เน็ตจะทำหน้าที่เพียงหาทางที่จะส่งผ่านข้อมูล
(ที่ถูกขนส่งในรูปของกลุ่มไอพี) ไปถึงปลายทาง
โดยไม่มีการประกันคุณภาพบริการการติดต่อสื่อสาร
(เช่นเรื่องของการหน่วง หรือความล่าช้า
(Delay) การสูญหายของกลุ่มข้อมูล (Packet
Loss)
หรือตัวแปรอื่นๆที่กำหนดไว้ในมาตรฐานระหว่างประเทศ
เป็นต้น) จากต้นทางถึงปลายทางหรือที่เรียกว่า
End-to-End QoS(Quality of Service)
แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลดังกล่าว
โพรโตคอลที่จำเป็นเช่น การจัดเส้นทาง (Routing
Protocol)
สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางระหว่าง
Routers
เพียงพอที่จะทำให้อินเทอร์เน็ตลักษณะปกติเดิมนี้ทำงานได้
|


รูปที่
๕.๑
การติดต่อสื่อสารผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต
|
๕.๒
ลักษณะการใช้งานบริการบนโครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
โครงสร้างของโครงข่ายเอ็นจีเอ็น(NGN)
จะคล้ายกับโครงข่ายโทรศัพท์
ผู้ให้บริการโทรคมนาคมแต่ละรายจะมีโครงข่ายเอ็นจีเอ็น
(NGN)
เป็นของตนเองและจะมาต่อเชื่อมกันเพื่อสามารถให้บริการติดต่อกันได้ทั่วโลกเช่นกัน
แต่บริการที่สามารถนำมาติดต่อสื่อสารผ่านโครงข่ายเอ็นจีเอ็น(NGN)จะต้องเป็นบริการที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมอนุญาตเท่านั้นนอกจากนี้การติดต่อสื่อสารผ่านโครงข่ายเอ็นจีเอ็น(NGN)จะมีลักษณะเฉพาะอีกหลายประการดังรูปที่
๕.๒
ก)
สามารถประกันคุณภาพบริการโดยผู้ให้บริการโทรคมนาคม
ผู้ใช้บริการที่ต้องการแบนด์วิดท์กว้างหรือความเร็วสูงในการติดต่อเช่น
โทรศัพท์ภาพหรือ
บริการดูรายการภาพยนตร์เมื่อต้องการ (Video on
Demand) ที่มีความละเอียดคมชัดของภาพสูง (High
Definition: HD)
สามารถรับส่งข้อมูลได้โดยไม่มีผลกระทบจากความล่าช้าหรือสูญหายที่คาดไม่ถึง
ผลคือผู้ใช้สามารถพูดคุยเห็นหน้า
หรือชมรายการได้โดยไม่มีกรณีภาพเลอะ เบลอ
หรืออาจจะหยุดเป็นช่วงๆ (เช่นกรณีที่การชมวีดีโอคลิปขนาดใหญ่
บนอินเทอร์เน็ตประสบปัญหาภาพเลอะ
หรือกระตุกเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะช่วงเวลา
ที่มีผู้ใช้บริการมาก)เพื่อการประกันคุณภาพนี้นอกจากจะต้องการโพรโตคอลจัดเส้นทาง(Routing
Protocol) สำหรับขนส่งแพคเกจแล้ว
ยังต้องการโพรโตคอลเช่น ซิป(SIP)
ไว้ใช้ในการควบคุมดังกล่าวด้วย
ข)
สามารถเปิดโครงข่ายให้มีการพัฒนาบริการใหม่ๆได้มากขึ้นและเร็วขึ้น
จากการที่มีจุดเชื่อมต่อด้วยมาตรฐานเปิด
ผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามารถเปิดโครงข่ายเอ็นจีเอ็น
(NGN) พร้อมด้วยฟังก์ชันหรือหน้าที่ๆ จำเป็น
ให้ผู้สร้างบริการหรือแอพพลิเคชัน (ASP) ต่างๆ
มาแข่งขันกันสร้างบริการใหม่ๆ
วิ่งบนโครงข่ายให้กับผู้ใช้บริการได้สะดวกขึ้น
ผู้ใช้จะได้มีบริการประเภทต่างๆให้เลือกใช้ได้มากขึ้นเช่น
บริการเรียกดูสารคดี
หรือรายการบันเทิงต่างประเทศ
โดยอาศัยฟังก์ชันการสื่อสารแบบมัลติแคสหรือกระจายข้อมูลจากจุดหนึ่งไปหลายจุดพร้อมกัน
ของโครงข่าย (Multicast)
ค) ความสามารถทางด้านตรวจสอบความปลอดภัย(Security)
และการพิสูจน์ตัวตน(Authorization)
ที่สามารถตรวจสอบผู้ใช้
ที่จะเข้ามาในโครงข่ายและใช้บริการ
ง)
มีความน่าเชื่อถือสูงเนื่องจากโครงข่ายเอ็นจีเอ็น(NGN)
ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของโครงข่ายโทรคมนาคมหลัก
เช่นโทรศัพท์พื้นฐานหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่เอ็นจีเอ็น(NGN)จึงมีความสามารถที่จะควบคุมเมื่อมีปริมาณการติดต่อหรือรับส่งข้อมูล(Traffic)มากผิดปกติเช่นกรณีมีการติดต่อกันมากๆในช่วงหลังเกิดภัยธรรมชาติหรือไฟไหม้
ทั้งนี้เพื่อไม่ให้โครงข่ายเกิดการแออัด(Congestion)ขึ้นจนทั้งระบบไม่สามารถทำงานต่อได้
อีกทั้งตัวระบบยังต้องมีการออกแบบวงจรและอุปกรณ์เผื่อไว้เกิน(Redundancy)เพื่อที่ว่าหากมีวงจรหรือส่วนใดส่วนหนึ่งเสียหายกระทันหันโครงข่ายจะสามารถเปลี่ยนไปใช้วงจรหรือส่วนที่เผื่อไว้ได้ทันทีโดยไม่มีการหยุดชะงักของบริการ(ServiceInterruption)เกินกว่าที่กำหนดไว้เช่นบริการหยุดชะงักได้รวมทั้งหมดไม่เกิน๒
ชั่วโมงในระยะเวลา ๒๐ ปี เป็นต้น
|


รูปที่
๕.๒
การติดต่อสื่อสารผ่านโครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า(NGN)
|
|
๖.จดหมายเหตุของโครงข่ายโทรคมนาคมยุคหน้า
up
|
|
องค์กรโทรคมนาคมระหว่างประเทศ
(International Telecommunication Union
Telecommunication Standardization sector:
ITU-T)
เป็นองค์กรระหว่างประเทศภายใต้สหประชาชาติที่กำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับการสื่อสาร
ดังแสดงในตารางที่ ๖.๑
ซึ่งแสดงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโครงข่ายเอ็นจีเอ็น
(NGN)
ตารางที่ ๖.๑
การนำเสนอลำดับเหตุการณ์สำคัญ
|
ปี พ.ศ.
|
เหตุการณ์ |
|
๒๕๔๖
(2003)
|
-
องค์กรโทรคมนาคมระหว่างประเทศ
(International
Telecommunication Union
Telecommunication
Standardization sector: ITU-T)
เริ่มกำหนดมาตรฐานของเอ็นจีเอ็น(NGN) |
|
๒๕๔๗
(2004)
|
-
องค์กรโทรคมนาคมระหว่างประเทศ(ITU-T)
ออก
Recommendations
สองฉบับ
คือ Y2001
(NGN
definition and overview)และ
Y2011(Principles
and Reference Model)
ซึ่งใช้เป็น
รากฐานในการกำหนดมาตรฐานของเอ็นจีเอ็น(NGN)
|
|
๗.บรรณานุกรม
up
|
[๑] General
Overview of NGN, ITU-T, Telecommunication
Standardization sector of ITU, Y.2001, 2004.
[๒] General principles and general reference
model for Next Generation Networks, ITU-T,
Telecommunication Standardization sector of
ITU, Y.2011, 2004.
[๓] IMS for Next Generation Networks, ITU-T,
Telecommunication Standardization sector of
ITU, Y.2021, 2006.
|
|
|
| |
|
|
|