|
การเริ่มต้นให้บริการโทรเลข
เชิงพาณิชย์นั้นเกิดขึ้น ณ
ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1839 (พ.ศ. ๒๓๘๒)
โดยวิลเลียม คุก (William Cooke) และ
ชาร์ลีส์ วีทสโตน (Charles Wheatstone)
โดยเครื่องส่งสัญญาณรุ่นแรกดังรูปที่ ๓.๑
และนำไปใช้งานภายในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี
ค.ศ.1844 (พ.ศ. ๒๓๘๗) โดยแซมมัวล์ มอส (Samuel
Morse)
ซึ่งข้อความแรกที่ได้ทดลองส่งให้แก่ผู้ช่วยซึ่งอยู่
ณ เมืองบัลติมอร์นั้นมีใจความว่า
พระเจ้าทำงานอะไร (What hath God wrought)
[๑][๒] จากนั้น
เครือข่ายโทรเลขจึงได้มีการขยายตัวอย่างมากในภาคพื้นทวีปยุโรป
อเมริกาเหนือ และตะวันออกกลาง
ส่งผลให้วิศวกรจากประเทศอังกฤษ
และสหรัฐอเมริกาได้เริ่มแนวคิดการติดต่อสื่อสารกันแบบข้ามทวีปด้วยสายเคเบิลใต้น้ำขึ้น
|


รูปที่ ๓.๑
เครื่องส่งสัญญาณโทรเลขแบบรหัสมอส
|
สายเคเบิลใต้ทะเลรุ่นแรกเริ่มระหว่างเกาะอังกฤษกับประเทศอื่นๆในทวีปยุโรป
โดยในปี ค.ศ.1851 (พ.ศ.๒๓๙๔)
ได้มีการเชื่อมต่อแบบถาวรจากเมืองโดเวอร์(Dover)
ไปยังเมืองคาเลส์ (Calais) ประเทศฝรั่งเศส
จากนั้นจึงได้เกิดโครงการความร่วมมือแองโกล-อเมริกัน
(Anglo American)
ขึ้นสำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายสายเคเบิลใต้น้ำข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
เพื่อเชื่อมโยงทวีปยุโรป
กับสหรัฐอเมริกาโดยโครงการนี้
ได้พยายามวางสายครั้งแรกใน
ช่วงเดือนสิงหาคมปี
ค.ศ.1857(พ.ศ.๒๔๐๐)และอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
ปี
ค.ศ.1858(พ.ศ.๒๔๐๑)ซึ่งก็ประสบความล้มเหลวทั้งสองครั้งเนื่องจากปัญหาอันเกิดขึ้นเป็นปกติของไฟฟ้าแรงดันสูง
ที่ใช้งานอยู่ในอุปกรณ์จ่ายสัญญาณ
แต่ต่อมาหลังจากการใช้เวลาร่วมหนึ่งเดือนของช่วงฤดูร้อนในปี
พ.ศ.๒๔๐๑
โครงการแองโกล-อเมริกันดังกล่าวก็ประสบความสำเร็จและเมื่อมาถึงปี
ค.ศ.1861(พ.ศ.๒๔๐๔) หน่วยงานร่วมระหว่างภาครัฐ
และเอกชนได้ดำเนินกิจการการวางสายเคเบิลโทรเลขโครงการต่อๆ
มาอีก
โดยได้วางสายกระจายไปทุกภูมิภาคทั่วโลกเป็นระยะทางรวมถึง
๑๘,๐๐๐ กิโลเมตร
แต่ในความยาวสายขนาดนี้นั้นใช้งานได้จริงมีระยะรวมแค่
๕,๐๐๐
กิโลเมตรเท่านั้น[๒]โดยตัวอย่างสายเคเบิลดังกล่าวแสดงดังรูปที่
๓.๒
และมีแนวเส้นทางการวางสายเคเบิลใต้น้ำแสดงดังรูปที่
๓.๓
|


รูปที่ ๓.๒
โครงสร้างสายเคเบิลใต้น้ำ
|
|


รูปที่ ๓.๓
ร่างแผนที่แสดงการโยงสายเคเบิล
ระหว่างทวีปยุโรป-อเมริกา ในปี
ค.ศ.1858(พ.ศ.๒๔๐๑)
|
ในปี
ค.ศ.1866(พ.ศ.๒๔๐๙)บริษัทโทรเลขแองโกล-อเมริกัน(Anglo-American
Telegraph Company)
ได้ขยายข่ายสายเคเบิลใต้น้ำ ด้วยการวาง
สายคู่ถาวรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
โดยการวางสายเคเบิลโทรเลขนี้เจริญเติบโตขึ้นอย่างมาก
ได้ขยายไปทั่วย่านน้ำของทุกทวีป
ยกเว้นแอนตาร์คติกา
และกระจายครอบคลุม ไปยังทุกหัวเมืองหลัก
ริมฝั่งทะเลต่าง ๆ ทั่วโลกต่อมา
ซึ่งการพัฒนาระบบการสื่อสารโทรเลขใต้น้ำ
นับเป็นโครงการวิศวกรรมชั้น
แนวหน้าตลอดช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1850-1860
(ประมาณช่วง พ.ศ. ๒๓๙๓-๒๔๑๒)
ระบบการสื่อสารสำคัญชนิดแรกนี้
ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาพื้นฐาน
ต่างๆ
และวิทยาการอื่นๆในหลายด้านที่เกี่ยวข้องควบคู่ไปด้วย
อาทิ การสร้างเรือเดินสมุทร
การสร้างสายโทรเลขและเทคนิคการวางสายเคเบิลใต้ทะเล
หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยีด้านมหาสมุทรศาสตร์
ในช่วงแรกของการพัฒนา
ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นกับระบบโทรเลขใต้น้ำ คือ
เรื่องของการลดทอน (Attenuation) และการบานออก
หรือการกระจัดกระจาย (Dispersion)
ของสัญญาณที่ส่งผ่านสายเคเบิลใต้น้ำใ
นระยะทางที่ไกลมาก
ซึ่งการกระจัดกระจายที่เกิดขึ้นดังกล่าว
มีสาเหตุมาจากค่าการเก็บ
ประจุ(capacitance)ของตัวสายเคเบิล
โดยจะส่งกระทบผลต่อสัญญาณและมีผลทำให้ความเร็วในการส่งสัญญาณผ่านสายเคเบิลที่มีระยะทางไกลดังกล่าว
ถูกจำกัดให้สามารถส่งได้เพียงไม่กี่คำต่อนาทีเท่านั้น
จากปัญหาดังกล่าว วิลเลียม ทอมป์สัน (William
Thompson)
เป็นวิศวกรไฟฟ้าคนแรกที่ได้ทำการศึกษาผลกระทบของปรากฏการณ์ทางไฟฟ้าเหล่านั้นอย่างเป็นระบบโดยผลงานการศึกษาของทอมป์สันได้ตีพิมพ์ไว้ในบทความเผยที่แพร่เมื่อปี
ค.ศ.1854(พ.ศ.๒๓๙๗)ซึ่งได้ใช้หลักการสมการของฟูเรียร์
ที่ใช้อธิบายถึงการส่งถ่ายความร้อน (Heat
transfer)
โดยนำมาสร้างแบบจำลองของการส่งสัญญาณไฟฟ้า
ผ่านสายเคเบิลใต้น้ำ
ที่มีระยะทางไกล
ๆ โดย
ทำการแยกส่วนสัญญาณ (decoupling) ของโทรเลข
ออกมาจากตัวกลางนำสัญญาณหรือสายเคเบิล
จากการศึกษาดังกล่าวทำให้สามารถออกแบบองค์ประกอบของตัวนำ
และฉนวนของสายเคเบิลให้มีความเหมาะสมที่สุด
สำหรับการส่งผ่านสัญญาณได้
อีกทั้งยังสามารถประดิษฐ์เครื่องรับส่งโทรเลข
ที่ส่งสัญญาณได้คมชัดและสามารถตรวจรับสัญญาณได้ดีอีกด้วย
ต่อมา
วิศวกรไฟฟ้าพยายามที่จะเพิ่มการส่งข้อความเข้าไปกับสายโทรเลข
โดยในกลางคริสต์ทศวรรษที่ 1870 โจเซฟ
สเตินส์(Joseph Stearns) และโทมัส
เอดิสัน(Thomas
Edison)ได้พัฒนาระบบที่มีความเชื่อถือได้ที่สามารถส่งสัญญาณโทรเลขตั้งแต่สองหรือสี่ชุดพร้อมกันไปในสายโทรเลขเดี่ยวขึ้นจากนั้น
ได้มีวิศวกรไฟฟ้าจำนวนหนึ่งเริ่มสนใจ
กับระบบโทรเลขหลายโทนเสียง (Harmonic)
ซึ่งเป็นกระบวนการใช้โทนเสียงชุดหนึ่ง
เพื่อส่งสัญญาณ
โทรเลขแบบต่อเนื่องจำนวนมากไปพร้อมๆกันบนสายโทรเลขเดียวกัน
จากแนวคิดนี้ทำให้อะเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์
(Alexander Graham Bell) และเอลิชา
เกรย์(Elisha Gray) จาก ประเทศสหรัฐอเมริกา
ได้แนวคิดต่อมาว่า
หากสายโทรเลขสามารถส่งผ่านโทนเสียงดนตรีหลายเสียงได้
ระบบนี้ก็ควรที่จะส่งเสียงสนทนาของมนุษย์ไปได้ด้วยเช่นเดียวกันซึ่งแนวคิดนี้ก็เป็นจริงขึ้น
ในปีช่วงต้น
ค.ศ.1876(พ.ศ.๒๔๑๙)เมื่อเบลล์ได้จดสิทธิบัตร
แนวคิดนี้ก่อนหน้าที่เกรย์
จะยื่นคำร้องคัดค้านสิทธิบัตร
ของเบลล์เพียงไม่กี่ชั่วโมง
ซึ่งโทรศัพท์ ก็ได้กลายมาเป็นบริการ
ประจำท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว โดยในปี
ค.ศ.1880
(พ.ศ.๒๔๒๓)
บริษัทเบลล์ได้เปิดให้บริการเช่าเครื่องมือสำหรับการใช้โทรศัพท์ถึงเกือบ
๑๐๐,๐๐๐ ชุด[๒]
|


รูปที่ ๓.๔
โครงสร้างตัวอย่างโทรศัพท์ของเบลล์
ในปี ค.ศ.1877(พ.ศ.๒๔๒๐)
|
ลักษณะการใช้งานของระบบโทรศัพท์
ในสมัยเริ่มแรกนั้น มีลักษณะการใช้งาน
ที่ต้องพ่วงต่ออุปกรณ์
หรือเครื่องมือขนาดใหญ่ ดังเช่นรูปที่
๓.๔
สามารถเชื่อมต่อสัญญาณ ไปยังปลายทาง
ด้วยการใช้บริการชุมสาย
ซึ่งเป็นการตัดต่อสลับสัญญาณด้วยมือ
โดยใช้แรงงานคน ทำให้เกิดความล่าช้าเมื่อ
มีผู้ใช้บริการมากขึ้น จากปัญหาดังกล่าว
อัลมอน บี สโตรวเจอร์(Almon B. Strowger)
ผู้มีอาชีพเป็นสัปเหร่อจากเมืองแคนซัสประเทศสหรัฐอเมริกา
จึงได้คิดค้น
และจดสิทธิบัตรระบบหมุนโทรศัพท์อัตโนมัติขึ้นดังรูปที่
๓.๕ ในปี ค.ศ.1899(พ.ศ.๒๔๔๒) โดยระบบของ
สโตรวเจอร์นี้ประสบความสำเร็จ
ในการแก้ปัญหาการสลับสัญญาณด้วยมือได้เป็นอย่างดี
ทำการติดตั้งใช้งานครั้งแรกในปี ค.ศ. 1892
(พ.ศ.๒๔๓๕)
และการใช้งานระบบสลับสัญญาณนี้ได้แพร่หลายกระจายไปในหลายๆ
เมืองของสหรัฐอเมริกาและยุโรปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานไปจนถึงช่วงกลางคริสต์ทศวรรษที่
1970
|


รูปที่
๓.๕
โครงสร้างตัวอย่างอุปกรณ์หมุนโทรศัพท์อัตโนมัติของสโตรวเจอร์
|
อีกประการของระบบโทรศัพท์เพื่อการสื่อสารในระยะไกล
คือ
ปัญหาการลดทอนและการบานออกหรือการกระจัดกระจาย
ของสัญญาณเช่นเดียวกับระบบโทรเลขใต้น้ำ
โดยวิศวกรไฟฟ้าได้จัดการกับปัญหานี้ด้วยการนำ
โหลดแบบเหนี่ยวนำ
ที่คิดค้นและจดสิทธิบัตรโดยจอร์จ แคมป์เบลล์
(George Campbell) จากบริษัทเอทีแอนด์ที (American
Telephone & Telegraph : AT&T)
และมิเชล พูพิน (Michael Pupin)
จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia
University)
เข้ามาใช้งานเพื่อหักล้างค่าการเก็บประจุของสาย
ผลของการนำโหลดแบบเหนี่ยวนำมาใช้งาน
สามารถช่วยลดปัญหาการกระจัดกระจายของสัญญาณได้อย่างดีเยี่ยม
ทำให้ระบบโทรศัพท์สามารถติดตั้งและใช้งานได้ไกลถึง
๔,๓๐๐ กิโลเมตรจากนิวยอร์ก (New York)
ถึงเดนเวอร์ (Denver)ในปี
ค.ศ.1911(พ.ศ.๒๔๕๔)อย่างไรก็ตามการเพิ่มโหลดเหนี่ยวนำก็ยังให้ประสิทธิภาพที่ไม่ดีนักเรื่องจากระบบสัญญาณโทรศัพท์ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีการขยายสัญญาณเพื่อให้สามารถส่งสัญญาณได้ไกลขึ้นโดยอุปกรณ์ขยายสัญญาณนี้
ได้นำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ชื่อว่าไทรโอด
(Triode) มาพัฒนา
ให้สามารถนำมาใช้งานกับระบบคู่สายโทรศัพท์ทางไกล
ซึ่งสามารถใช้งานข้ามทวีประหว่างนิวยอร์กไปยังซานฟรานซิสโกได้ในปี
ค.ศ.1915 (พ.ศ.
๒๔๕๘)
ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1930
ได้เริ่มมีการวิจัย
และพัฒนาปรับปรุงสายเคเบิลข้ามมหาสมุทรให้ดีขึ้น
และมีความน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น
โดยในปี
ค.ศ.1942(พ.ศ.๒๔๘๕)นั้นหน่วยปฏิบัติการเบลล์จากบริษัทเอทีแอนด์ที
ได้เตรียมแผน ให้ระบบมีช่องสัญญาณจำนวน ๑๒
ช่อง และมีหน่วยทวนสัญญาณทุก ๆ ๕๐
ไมล์เอาไว้แต่ก็ต้องยุติแผนการลงเมื่อสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง จนเหตุการณ์ได้ผ่านมาถึงปี พ.ศ.๒๔๙๕(ค.ศ.1952)
หน่วยปฏิบัติการเบลล์
และสำนักงานกิจการไปรษณีย์โทรเลขสหราชอาณาจักร
จึงได้เริ่มการเจรจา
สำหรับการเชื่อมต่อสายเคเบิลโทรศัพท์ระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้น
กำเนิดเป็นโครงการทีเอที-วัน(TA T-1:
Transatlantic No.1)
ความร่วมมือนี้ประสบความสำเร็จ
ในการติดตั้งวางสายเคเบิลและอุปกรณ์ปลายทางต่อมาในปี
พ.ศ.๒๔๙๘ (ค.ศ.1955)และ พ.ศ.๒๔๙๙(ค.ศ.1956)
ตามลำดับ โดยได้เปิดให้บริการในวันที่ ๒๖
กันยายน พ.ศ.๒๔๙๙ (ค.ศ. 1956) สามารถรองรับได้
๓๖ ช่องสัญญาณ โดยมีขนาดช่องสัญญาณละ ๔
กิโลเฮิรตซ์ บริการนี้ได้ยุติให้บริการลงในปี
พ.ศ. ๒๕๒๒ (ค.ศ. 1979)[๒]
นอกเหนือจากทีเอที-วันแล้วในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษที่
1950 ได้มีการให้บริการระบบสายเคเบิลอื่นๆ
ตามมาด้วย ซึ่งรวมไปถึง ทีเอที-ทู (TAT-2)
ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับเกาะนิวฟันด์แลนด์
(Newfound land) โดยข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
และการเชื่อมโยงอื่นๆ
อีกได้แก่จากมลรัฐอะแลสกา (Alaska)
ไปยังมลรัฐวอชิงตัน(Washington)และจากฮาวาย(Hawaii)
ไปยังมลรัฐแคลิฟอร์เนีย (California)
ทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก
ต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1960
ระบบสายเคเบิลโทรศัพท์ใต้น้ำ
ได้มีการปรับเปลี่ยนเชิงเทคนิค
สองกรณีใหญ่
ได้แก่ การลดการใช้แบนด์วิดท์
หรือช่วง
กว้างความถี่ใช้งานและการปรับเปลี่ยนไปใช้วงจร
ที่อยู่บนพื้นฐานเทคโนโลยีโซลิดสเตต(solid-state)หรือสารกึ่งตัวนำ
เนื่องจากสายเคเบิลโทรศัพท์ใต้น้ำ
ชุดแรกที่ได้วางสายไว้นั้นสามารถรองรับคู่สายได้ไม่มาก
ดังนั้นวิศวกรจึงต้องพยายามที่จะใช้ความจุที่มีให้ได้อย่างเต็มที่หรือลดขนาดแบนด์วิดท์ใช้งานลง
เพื่อให้สามารถใช้งานคู่สายได้มากขึ้นในช่วงความถี่ที่มีจำกัดนั้น
วิศวกรจากเบลล์จึงได้ประยุกต์หลักการสองวิธีเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
โดยวิธีการแรกคือ
การลดระยะห่างระหว่างช่องสัญญาณสนทนาจาก ๔
กิโลเฮิรตซ์เหลือเพียง ๓ กิโลเฮิรตซ์
เพื่อเพิ่มพื้นที่ความถี่ใช้งานในสายเคเบิล
ซึ่งแต่เดิมช่วงห่างขนาด ๔
กิโลเฮิรตซ์นั้นได้ถูกนำมาใช้งานกับทีเอที-วัน
เป็นระยะห่างระหว่างช่องสัญญาณขนาดปกติ
ที่ใช้งานกันอยู่ในระบบโทรศัพท์ภาคพื้นดินทั่วไป
เนื่องมาจากราคาอุปกรณ์
ที่ใช้เทคนิคการกรองสัญญาณ (Filtering)
และการกล้ำสัญญาณ (Modulation)
ของช่วงห่างความถี่ขนาดนี้
มีราคาที่ไม่สูงนัก
ดังนั้นเพื่อ
เป็นการลดจำนวนแบนด์วิดท์
ที่ใช้งานต่อหนึ่งคู่สายสนทนาข้างต้น
บริษัทเบลล์จึงต้องออกแบบระบบร่วมใช้ช่องสัญญาณ
หรือมัลติเพล็กซ์ (Multiplex)
ที่มีวงจรยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้นสำหรับช่องสัญญาณขนาดช่องว่าง
๓ กิโลเฮิรตซ์ดังกล่าว
แม้ว่าวิธีนี้จะทำให้อุปกรณ์ปลายทางมีราคาแพงขึ้นก็ตาม
แต่ก็ให้ผลคุ้มค่าเมื่อเทียบกับต้นทุนรวม
หากมีการวางสายเคเบิลระยะทางมหาศาลเพิ่มเติม (
หากยังคงใช้ระยะห่าง ช่องสัญญาณขนาดเดิม
๔
กิโลเฮิรตซ์) ดังนั้น
ระบบสายเคเบิลโทรศัพท์ใต้น้ำส่วนใหญ่
ที่ได้ทำการหลังปี พ.ศ.๒๕๐๒
(ค.ศ.1959)
จึงได้ปรับมาใช้ขนาดช่องห่างความถี่ที่
๓
กิโลเฮิรตซ์
อีกวิธีการที่ใช้ลดการใช้ขนาดช่องสัญญาณลงได้นั่นคือ
การกำหนดช่วงเวลาสำหรับเสียงสนทนาหรือที เอ
เอส ไอ (Time Assignment Speech
Interpolation: TASI)
โดยทีเอเอสไอนี้ใช้งานเป็นวงจรคูณสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์
(multiplier)
ที่จะช่วยรวมสัญญาณให้สามารถส่งไปในสายโทรศัพท์ได้มากขึ้น
หรืออีกความหมายหนึ่งคือ
เป็นการขยายความจุของสายโทรศัพท์ให้มีมากขึ้น
เนื่องจากกรณีปกติ
ค่าเฉลี่ยในการสนทนาทั่วไปนั้นจะมีเสียงพูดอยู่เพียงร้อยละ
๔๐ ของเวลาสนทนาทั้งหมดเท่านั้น
ถ้าหากสามารถสลับสัญญาณรวดเร็ว
และตรวจจับเสียงพูดที่ดีได้
ระบบก็จะสามารถจัดสรรช่องสัญญาณที่มีขนาดจำกัดในเชิงเวลาให้สามารถใช้งานร่วมกันได้มากและดีขึ้น
หรือมีประสิทธิภาพสูงขึ้นนั่นเอง
ด้วยการใช้ทีเอเอสไอนี้
แม้ว่าอุปกรณ์ทีเอเอสไอจะมีราคาแพงแต่ก็ให้ผลคุ้มค่า
สำหรับการใช้งานกับระบบโทรศัพท์ผ่านเคเบิลใต้น้ำ
โดยทีเอเอสไอรุ่นแรกนั้นได้ถูกติดตั้งใช้งานจริงเมื่อปี
พ.ศ. ๒๕๐๒
นอกเหนือจากการพัฒนาเทคโนโลยีโทรศัพท์แล้ว
ในช่วงเวลาเดียวกันก็ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารระยะไกลประเภทอื่นๆตามมา
เช่น การสื่อสารผ่านคลื่นวิทยุ
ระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียม อินเทอร์เน็ต
เป็นต้น
ซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ส่งผลให้ระบบโทรศัพท์ที่มีอยู่สามารถทำงาน
ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
ไม่เพียงแค่จะจัดการสัญญาณโทรศัพท์
เพื่อให้เกิดวงจร การสนทนาที่สมบูรณ์เท่านั้น
หากกระบวนการการจัดการสัญญาณแบบใหม่นี้
มีหน้าที่หรือมีบริการที่มากกว่านั้น
หลักการพื้นฐานของการจัดการดังกล่าวนี้สามารถตรวจสอบการเรียกสายใด
ๆ
เพื่อสำรวจข้อมูลเฉพาะของการเรียกสายครั้งนั้นว่าตรงกับหน้าที่หรือฟังก์ชันที่ได้กำหนดไว้แล้วอย่างไร
แล้วจึงแทรกให้บริการเพิ่มดังกล่าวเข้าไปกับการเรียกใช้สายนั้นๆ
โดยบริการเสริมลำดับแรก ที่ได้มีการเปิดใช้คือ
ระบบโทรศัพท์หมายเลขนำ 800
หรือบริการเก็บค่าใช้งานปลายทาง
ก่อนที่จะมีบริการรูปแบบอื่นๆ เพิ่มขึ้นตามมา
เช่นการเรียกสายซ้อน หรือการประชุมสามสาย
การพักสาย เป็นต้น
นอกจากความก้าวหน้าเหล่านี้แล้ว
ยังเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาได้เริ่มต้นการป้องกันการเอาเปรียบกลไก
ทางการตลาดของบริษัทเอทีแอนด์ที
ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์แบบผูกขาดเพียงรายเดียวมายาวนานกว่าเจ็ดสิบปี
(นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1913)
ซึ่งระบบการผูกขาดของเอทีแอนด์ทีได้ยุติลงในวันที่
๑ มกราคม
พ.ศ.๒๕๒๗(ค.ศ.1984)โดยได้ยกเลิกกิจการโทรศัพท์ระดับท้องถิ่นและแตกตัวเองออกเป็นกลุ่มบริษัทย่อยดำเนินกิจการการให้บริการโทรศัพท์ทางไกลและได้เริ่มขยับขยายไปดำเนินธุรกิจอื่นๆ
ที่ไม่ถูกควบคุมต่อไปเช่น
ด้านเทคโนโลยีการคำนวณ(computing)เป็นต้น[๒] จากการแตกกิจการดังกล่าวได้มีการก่อตั้งหน่วยวิจัยและหน่วยพัฒนาระบบวิศวกรรม
เบลล์คอร์ (Bellcore) ขึ้น
โดยเป็นองค์กรที่มีหน้าที่สนับสนุนเชิงเทคนิค
แก่บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์ในระดับภูมิภาครายใหม่ๆ
และเป็นหน่วยงาน ที่หลายส่วนงานร่วมกัน
เป็นเจ้าของหรือไม่มีการผูกขาด
โดยเบลล์คอร์นี้
ในช่วงเริ่มเปิดกิจการได้เป็นแรงผลักดันหลัก
ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการสื่อสาร
ทำงานวิจัยประยุกต์ และพัฒนาการวางแผน
สำหรับโครงข่ายและข้อกำหนดทั่วๆ ไป
อันเป็นองค์ประกอบที่จะนำไปสร้างและการจัดการโครงข่ายเหล่านั้น
[๒][๓]
การแปรรูปการให้บริการเหล่านี้ได้กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันและทำให้ค่าบริการโทรศัพท์ทางไกลในตลาดมีราคาที่ย่อมเยาลง
และเกิดการพัฒนาขึ้นอย่างกว้างขวางต่อมา
|