| |
๑. อภิธานศัพท์ (Glossary)
|
|
|
| |
|
สมการแมกซ์เวลล์
(Maxwells Equations)
สมการคณิตศาสตร์
ที่ใช้อธิบายถึงพฤติกรรมของสนามไฟฟ้า
สนามแม่เหล็กและความสัมพันธ์ระหว่างค่าความหนาแน่น
การเก็บประจุความหนาแน่น
กระแส เป็นต้น
ประกอบด้วยสมการย่อยสี่สมการ เป็นพื้นฐานความรู้ที่ทำให้เกิดการค้นพบ
การแผ่กระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
สำหรับการสื่อสาร
แบบไร้สาย
หลอดไทรโอด
(Triode)
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหลอดสุญญากาศ
ประกอบด้วย คาโทด (Cathode) กริด (Grid) และเพลต
(Plate) ใช้ในการขยายสัญญาณไฟฟ้า
ปรับจูนความถี่
สามารถนำมาสร้างเป็นวงจรกำเนิดสัญญาณ
สร้างคลื่นพาห์สำหรับการสื่อสารได้
เรดาร์
(Radio Detection and Ranging: Radar)
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้สัญญาณวิทยุคลื่นสั้นในการตรวจหาวัตถุที่อยู่ในขอบเขตหรือรัศมีทำการโดยเมื่อสัญญาณวิทยุคลื่นสั้น
ไปกระทบเข้ากับ
วัตถุสัญญาณจะสะท้อนกลับมายังเครื่องรับของเรดาร์
เพื่อวิเคราะห์ระยะทาง และความเร็ว
ของวัตถุนั้นได้มีใช้ในกิจการทางทหาร
การจัดการจราจร
ทางอากาศหรือเพื่อการเดินเรือ เป็นต้น
หลอดแมกนีตรอน
(Resonant Cavity Magnetron)
หลอดสุญญากาศความดันสูงใช้สร้างลูกคลื่นหรือพัลส์
(Pulse) สัญญาณวิทยุความถี่สูง
ที่มีกำลังส่งสูงและคลื่นไมโครเวฟ
นำไปประยุกต์ใช้งานใน
เรดาร์
และเป็นส่วนประกอบหนึ่งของเตาไมโครเวฟ
การกล้ำหรือการผสมสัญญาณ (Modulation)
การนำสัญญาณพาหะ
(คลื่นพาห์) รวมกับสัญญาณข้อมูลข่าวสาร
ซึ่งจะทำให้สัญญาณข้อมูลข่าวสาร
เกิดการเปลี่ยนแปลง
คุณลักษณะของขนาด
ความถี่หรือเฟส ทำให้สัญญาณมีคุณภาพที่ดีขึ้น
เช่น มีระยะทางที่ไกลขึ้น มีปัญหาจากสัญญาณรบกวนที่น้อยลง เหมาะสมกับช่องสัญญาณหรือ
ช่องทางการสื่อสารที่เลือกใช้
|
๒. บทคัดย่อ
up
|
ระบบโทรคมนาคมด้วยคลื่นวิทยุ
อันเป็นการสื่อสาร
ที่สามารถส่งถ่ายข้อมูลไปยังผู้รับ
โดยไม่ต้องใช้สายนำสัญญาณ ได้เริ่มต้นขึ้นจากการเสนอ
ผลงานในรูปแบบสมการคณิตศาสตร์จาก สมการแมกซ์เวลล์ของเจมส์
คลาร์ก แมกซ์เวลล์
เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1860 (ระหว่างปี
พ.ศ.
๒๔๐๓
ถึง ๒๔๑๒)
ซึ่งไฮน์ริช เฮิรตซ์
ได้นำความรู้จากสมการของแมกซ์เวลล์ไปสาธิตการแผ่กระจาย
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งการสร้างและการตรวจจับสัญญาณ
เป็นผลสำเร็จในปี ค.ศ.
1888 (พ.ศ.
๒๔๓๑)
รวมถึงกูเกียเอลโม
มาร์โคนีที่ได้ใช้ความรู้สมการดังกล่าว
สร้างอุปกรณ์ส่งสัญญาณไร้สาย ขึ้นใน
ปี
ค.ศ.
1896 (พ.ศ.
๒๔๓๙)
ทำให้สามารถส่งสัญญาณคลื่นวิทยุครอบคลุมระยะทางได้หลายร้อยไมล์และเป็นที่นิยมแพร่หลายในเวลาต่อมา
โดยนอกจากการใช้งานในกิจการวิทยุกระจายเสียงแล้วคลื่นวิทยุยังได้นำไปประยุกต์ใช้สำหรับงานทางด้านโทรเลขไร้สายซึ่งมีผลงานโดดเด่นในการใช้งานร่วมกับการกู้ภัยทางทะเลที่เป็นอุบัติเหตุร้ายแรงในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่
20
อีกทั้งยังนำไปใช้พัฒนาเทคโนโลยีทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ
อาทิ หลอดแมกนีตรอน เรดาร์ คลื่นไมโครเวฟ
ระบบโทรทัศน์
วิทยุแบบเอฟเอ็มและการสื่อสารด้วยคลื่นความถี่สูงมากหรือวีเอชเอฟ
เป็นต้น
|
Abstract
up
|
|
Evidently, the
worlds early discoveries of major
communications systems were the telegraphy
and telephony. Another advance in
communications engineering was followed by
the radio communications. It starting was
counted on the elegant
mathematical equation of James Clerk
Maxwell which was
released during the 1860s. Until 1888, the
demonstration of generation and detection to
the electromagnetic radiation by using
Maxwells equation was then set up by
a German physicist, Heinrich Hertz.
Subsequently, an Italian researcher named
Guglielmo Marconi introduced the
wireless signaling apparatus
in 1896. Later, there
was the first wireless link across the
Atlantic Ocean consequently in 1901, and
then led to the first major application of
wireless telegraphy. Since then, the
following developments were done
significantly and came up with other newer
systems. There are radio and television
broadcasting, radar, microwave, and radio
frequency engineering. Obviously, there are
the world telecommunication heritages in
radio and wireless communication areas.
|
๓.
คลื่นวิทยุกับการสื่อสาร up
|
|
ระบบการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุกำเนิดขึ้น
ในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1860 (ระหว่าง ปี พ.ศ.
๒๔๐๓ ถึง ๒๔๑๒) โดยมีจุดเริ่มต้นจาก เจมส์
คลาร์ก แมกซ์เวลล์ (James Clerk Maxwell)
นักฟิสิกส์ชาวสหราชอาณาจักร
ได้นำเสนอผลงานในรูปสมการทางคณิตศาสตร์หรือที่เรียกว่าสมการแมกซ์เวลล์
[๑][๒]
แต่ผลงานนี้เป็นเพียงสูตรคณิตศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเท่านั้น
จนกระทั่งมาถึงปี ค.ศ.
1888 (พ.ศ. ๒๔๓๑) ไฮน์ริช เฮิรตซ์ (Heinrich
Hertz)
นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้ทำการสาธิตการแผ่กระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งการสร้างและการตรวจจับสัญญาณ
ในระดับห้องปฏิบัติการจนเป็นผลสำเร็จ
ซึ่งได้อาศัยความรู้มาจากสมการของแมกซ์เวลล์
โดยช่วงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1890 นั้น
นักวิทยาศาสตร์ในหลายประเทศ ได้ให้ความสนใจ
กับการทดลองเกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้เช่นกัน
หนึ่งในจำนวนนั้นคือ
กูเกียเอลโม มาร์โคนี
(Guglielmo Marconi)
นักวิทยาศาสตร์
ชาวไอริช-อิตาเลียน
ผู้ซึ่งได้นำเสนอเครื่องมือสำหรับการสร้างสัญญาณแบบไร้สายขึ้นในปี
ค.ศ. 1896 (พ.ศ. ๒๔๓๙) ดังรูปที่๓.๑
หลังจากนั้นระบบสร้างสัญญาณไร้สายด้วยคลื่นวิทยุจึงสามารถส่งสัญญาณครอบคลุมระยะทาง
ได้ไกลหลายร้อยไมล์[๑]
และที่สำคัญถัดมา
มาร์โคนีสามารถทำการรับสัญญาณดังกล่าว
ที่ส่งจากเกาะอังกฤษ
ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมายังเกาะนิวฟันด์แลนด์
(Newfoundland)
ทวีปอเมริกาเหนือได้สำเร็จในเดือนธันวาคมของปี
พ.ศ.๒๔๔๔ (ค.ศ. 1901) [๒] [๓]
ดังแสดงในแผนที่รูปที่ ๓.๒
|


รูปที่ ๓.๑
รูปแบบเครื่องมือต้นแบบสำหรับสร้าง
สัญญาณแบบไร้สายของมาร์โคนีช่วงเริ่มต้น
ในปี ค.ศ.
1896 (พ.ศ.
๒๔๓๙)
|
|

รูปที่ ๓.๒
ร่างแผนที่แสดงการส่งสัญญาณแบบไร้สาย
ในปี ค.ศ.
1901 (พ.ศ.
๒๔๔๔) ระหว่างเมืองโพลดู (Poldhu)
เกาะอังกฤษ
ไปยังเมืองเซนต์จอห์นส์ (Saint
Johns) เกาะนิวฟันด์แลนด์
|
|
๔.
การสื่อสารไร้สายยุคเริ่มต้น
up
|
|
ยุคแรกของการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุนั้นอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการส่งและรับสัญญาณมีขนาดใหญ่มากอีกทั้งยังมีปัญหาในเรื่องของเทคนิคการปรับจูน
ความถี่ของสัญญาณให้ตรงกันระหว่างภาคส่งและภาครับ
รวมถึงปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งคือ
เรื่องของการแทรกสอดกันหรือการรบกวนกันของสัญญาณต่างๆ
จากสถานีส่งอื่นที่มีอยู่จำนวนมากโดยในปี พ.ศ.
๒๔๕๑ (ค.ศ. 1908) ลี เดอ โฟเรส (Lee de
Forest)
ได้ทำการจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์อุปกรณ์หลอดสุญญากาศสามส่วนหรือไทรโอด
ดังรูปที่ ๔.๑
ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการปรับจูนความถี่ให้แม่นยำมากขึ้นใช้แก้ปัญหาการรับส่งสัญญาณข้างต้นได้
[๒] และต่อมาเอดวิน โฮเวิร์ด อาร์มสตรอง
(Edwin Howard Armstrong)วิศวกรไฟฟ้าที่มีชื่อเสียง
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นั้นได้นำเอาหลอด
ไทรโอดของโฟเรสมาพัฒนาสร้างเป็นวงจรกำเนิดสัญญาณ
(Oscillator)
สามารถสร้างสัญญาณคลื่นพาห์ที่มีความถี่ที่เที่ยงตรงได้อย่างต่อเนื่อง
รวมทั้งนำมาพัฒนาเป็นวงจรขยายสัญญาณ
ที่ทำให้ภาครับสัญญาณมีคุณภาพสูงขึ้นได้เช่นกัน
อีกทั้งสามารถเลือกสรร
และสามารถรับคลื่นสัญญาณได้ดีขึ้นด้วย
|


รูปที่
๔.๑ โครงสร้างไทรโอดของลี เอด
โฟเรส
ในปี ค.ศ. 1908 (พ.ศ. ๒๔๕๑)
|
การพัฒนาการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุดำเนินมา
อย่างต่อเนื่อง และมีความสำคัญมากขึ้น
จนเกิดมีความแพร่หลาย
ของกิจการการแผ่กระจายคลื่นวิทยุ
(Broadcasting) ซึ่งเริ่มตั้งแต่หลังปี พ.ศ.
๒๔๖๓ (ค.ศ. 1920) เป็นต้นมา
คลื่นวิทยุดังกล่าวได้ถูกนำมาประยุกต์
สำหรับงานด้านโทรเลขไร้สาย
เป็นหลัก
ซึ่งโทรเลขแบบไร้สายนี้ได้กลายเป็นระบบสื่อสารที่มีความสำคัญมากขึ้นเมื่อถูกนำไปใช้งานร่วม
ในการกู้ภัยทางทะเลสามเหตุการณ์
ที่เป็นอุบัติเหตุ
ที่ร้าย
แรงของช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
โดยในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๕๒ (ค.ศ. 1909)
เกิดอุบัติเหตุเรือรีพับลิก (Republic) ของ
บริษัทไวต์สตาร์ไลเนอร์
(White Star liner)
ได้ชนเข้ากับเรือโดยสารฟลอริดา (Florida)
เนื่องจากหมอกลงจัด
จากสัญญาณวิทยุแจ้งเหตุของเรือรีพับลิก
ทำให้บริษัทไวต์สตาร์ไล
เนอร์สามารถส่งเรือเดินสมุทรบอลติก (Baltic)
เข้าไปช่วยชีวิตผู้โดยสารที่ลอยคอ
อยู่ในทะเลจำนวน ๑,๖๕๐ รายเอาไว้ได้ทั้งหมด
ต่อมาในเดือนเมษายน
ปี พ.ศ. ๒๔๕๕ (ค.ศ. 1912)
เรือสำราญลำหรูไททานิก (Titanic)
ประสบอุบัติเหตุชนภูเขาน้ำแข็งและจมลงคล้ายดังรูปที่
๔.๒ มีผู้โดยสารและลูกเรือ
เพียง ๗๐๐
คนเท่านั้นที่ได้รับการช่วยชีวิตจากจำนวนทั้งหมด
๒,๒๐๐ คน
ซึ่งจำนวนผู้รอดชีวิตของเรือไททานิกควรจะมีมากกว่านี้
ถ้าหากเรือบริเวณใกล้
เคียงมีการเฝ้าระวังการรับสัญญาณ
ขอความช่วยเหลือทางคลื่นวิทยุตลอด ๒๔ ชั่วโมง
และอีกเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อเดือนตุลาคมของ ปี
พ.ศ. ๒๔๕๖ (ค.ศ.
1913) เรือโดยสารเดินสมุทรโวลเทอร์โน (Volturno)
เกิดเหตุไฟไหม้กลางมหาสมุทรแอตแลนติก
สัญญาณวิทยุขอความช่วยเหลือของเรือโวลเทอร์โนได้รับการตอบสนองโดยมีเรือสิบลำเข้าร่วมกู้ภัย
ทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดได้รับความช่วยเหลืออย่างปลอดภัย
นอกเหนือจากเหตุการณ์ดังกล่าว
การนำเอาระบบสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุนี้ไปใช้งานในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็แสดงถึงการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นของเทคโนโลยีแขนงนี้
|


รูปที่ ๔.๒
การส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือขณะเกิดอุบัติเหตุทาง
ทะเลด้วยโทรเลขไร้สาย
|
การใช้งานระบบสื่อสาร ด้วยสัญญาณวิทยุ
ได้รับความนิยม และการยอมรับอย่างมาก
ภายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์อุบัติเหตุร้ายแรงทางทะเลเหล่านั้นเพียงไม่กี่ปีต่อมาเมื่อปี
พ.ศ. ๒๔๕๙ (ค.ศ. 1916) แฟรงก์ คอนราด (Frank
Conrad)
นักวิทยุสมัครเล่นและเป็นวิศวกรจากบริษัทเวสติงเฮาส์(Westinghouse)
ประเทศสหรัฐอเมริกา
ได้เริ่มทดลองส่งสัญญาณกระจายเสียงเพลง
จากบ้านที่เมืองพิตส์เบิร์ก (Pittsburgh)
โดยที่นักวิทยุสมัครเล่นอื่นๆ
สามารถตรวจรับสัญญาณการกระจายเสียงนั้นได้
จึงเสมือนได้เป็นผู้ฟัง คอนเสิร์ตไร้สาย
ของคอนราดร่วมกัน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทำให้บริษัทเวสติงเฮาส์ตระหนักถึงศักยภาพของการทำการตลาดวิทยุกระจายเสียงที่กำลังจะมีมูลค่าสูง
ดังนั้นในวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๙ (ค.ศ.
1916) บริษัทเคดีเคเอ (KDKA)
จึงได้ก่อตั้งขึ้น
โดยเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงเชิงพาณิชย์แห่งแรก
โดยต่อมาได้เกิดมีสถานีวิทยุกระจายเสียงมากขึ้นกว่า
๕๐๐ สถานีใน ปี พ.ศ. ๒๔๖๖ (ค.ศ. 1923)
และมีเครื่องรับวิทยุมากกว่าสี่ล้านเครื่อง
ในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ.
๒๔๗๒ (ค.ศ.
1929) [๒] ปี พ.ศ.
๒๔๗๖ (ค.ศ.
1933) เอดวิน อาร์มสตรอง ได้คิดค้นการผสม
หรือการกล้ำสัญญาณแบบใช้ความถี่ (Frequency
Modulation: FM) ที่เรียกว่าเทคนิค
เอฟเอ็ม
ซึ่งมีผลช่วยลดผลการจางหายของสัญญาณได้มาก
เมื่อถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๓
(ค.ศ. 1940) อาร์มสตรอง
จึงได้ทำการก่อตั้งเครือข่ายการกระจายสัญญาณแบบเอฟเอ็มขึ้นในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกาโดยใช้ช่วงความถี่
๔๒-๕๐ เมกะเฮิรตซ์
จากภาวะของการเกิดสงครามโลกครั้งที่สองนั้น
เป็นอีกสถานการณ์หนึ่งที่กระตุ้นทำให้พัฒนาการของเทคโนโลยีทางด้านอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นตามมาอีกมากซึ่งในที่สุดแล้วก็ได้นำมาประยุกต์ใช้งานกับระบบการสื่อสารด้วยเช่น
ระบบเรดาร์
โดยเรดาร์ที่สามารถใช้งานได้จริงเป็นระบบแรกได้รับการนำเสนอ
เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ (ค.ศ. 1935) โดย เซอร์
โรเบิร์ต วัตสัน-วัตต์ (Sir Robert
Watson-Watt) นักฟิสิกส์ ชาวสหราชอาณาจักร
ซึ่งต่อมา ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ (ค.ศ.
1939) กองทัพแห่งสหราชอาณาจักร
ได้สร้างสถานีเครือข่ายเรดาร์ ที่เรียกว่า ล้อมรั้วบ้านหรือเชนโฮม
(Chain Home ) ขึ้นเพื่อตรวจจับ
การรุกล้ำทางอากาศ
และทางทะเลในช่วงภาวะสงครามนั้น
ในปีเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์สหราชอาณาจักรอีกสองคน
ได้แก่ เฮนรี บูต
(Henry Boot)
และจอห์น ที แรนดอลล์
(John T.Randall)
ได้ทำการพัฒนา
และสร้างสิ่งที่เป็นนัยสำคัญอีกครั้ง
ของเทคโนโลยีเรดาร์
คือ
หลอดแมกนีตรอน (Resonant-Cavity Magnetron)
ดังรูปที่ ๔.๓
โดยหลอดแมกนีตรอนนี้เองสามารถใช้สร้างลูกคลื่นหรือพัลส์
(Pulse)
สัญญาณวิทยุความถี่สูงที่มีกำลังส่งสูงๆ
ได้ทำให้เกิดการพัฒนาเป็นเรดาร์ที่ใช้คลื่นไมโครเวฟกันในเวลาต่อมากระทั่งปี
พ.ศ. ๒๔๘๓
(ค.ศ. 1940)
กองทัพแห่งสหราชอาณาจักรได้ตัดสินใจถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ได้คิดค้นขึ้นเหล่านี้ให้กับพันธมิตรสงคราม
คือประเทศสหรัฐอเมริกา
ซึ่งสหรัฐอเมริกาก็สามารถ
นำไปพัฒนาต่อได้เองอย่างรวดเร็ว
มีการสร้างห้องปฏิบัติการแผ่กระจายคลื่น
(Radiation Laboratory)
ขึ้นที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งมลรัฐแมสซาชูเซตส์
(Massachusetts Institute of
Technology: MIT) ภายใต้การนำของ ลี ดูบริดจ์
(Lee DuBridge)
เรดาร์นี้นับเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกนำมาใช้งานในช่วงสงคราม
โดยในปี พ.ศ. ๒๔๘๖
(ค.ศ. 1943)
ฝ่ายพันธมิตรได้นำไปใช้สำหรับเป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้า
การจัดการการรบการค้นหาอากาศยาน
ของผู้บุกรุกตรวจจับการบุกรุกยามวิกาล
การทิ้งระเบิด และการค้นหาเป้า
สำหรับปืนต่อสู้อากาศยาน
และมิใช่เพียงแค่ช่วงภาวะสงครามเท่านั้น
ที่ระบบเรดาร์ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ
แต่รวมทั้งมีผลก่อให้เกิดการประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ
ตามมาในภาวะปกติที่บ้านเมืองสงบสุขด้วยเช่นกันอาทิ
ระบบโทรทัศน์ วิทยุแบบ
เอฟเอ็ม (FM)
และการสื่อสาร
ด้วยคลื่นความถี่สูงมากหรือวีเอชเอฟ
(Very High Frequency:
VHF) รวมถึงไมโครเวฟ เป็นต้น
และเนื่องจากเรดาร์ไม่มีข้อจำกัดในการใช้งานในแต่ละสภาพอากาศ
จึงส่งผลทำให้การคมนาคมขนส่งทั้งทางเรือและอากาศสามารถดำเนินไปได้ด้วยดีขึ้นหลอดแมกนีตรอนที่เป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นมาจากเรดาร์นี้มีใช้งานในเตาไมโครเวฟด้วยเช่นกัน
|


รูปที่
๔.๓
รูปแบบตัวอย่างของหลอดแมกนีตรอน
(Resonant-Cavity Magnetron)
|
|
๕. จดหมายเหตุ (Milestone)
up
|
|
สรุปเหตุการณ์สำคัญของการพัฒนาคลื่นวิทยุและการสื่อสารไร้สายดังตารางที่
๕.๑
ตารางที่ ๕.๑
ประวัติการพัฒนาคลื่นวิทยุและการสื่อสารไร้สายของโลก
|
ปี
พ.ศ.
(ค.ศ.) |
เหตุการณ์ |
|
ระหว่างปี พ.ศ.
๒๔๐๓
ถึง ๒๔๑๒
(คริสต์ทศวรรษที่ 1860) |
เจมส์
คลาร์ก แมกซ์เวลล์ (James Clerk
Maxwell)
นำเสนอผลงานในรูปสมการทางคณิตศาสตร์หรือ
สมการแมกซ์เวลล์ |
|
พ.ศ.
๒๔๓๑
(ค.ศ. 1888) |
ไฮน์ริช
เฮิรตซ์ (Heinrich Hertz)
ทำการสาธิตการแผ่กระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งการสร้างและการตรวจจับสัญญาณในระดับห้องปฏิบัติการเป็นผลสำเร็จ
โดยอาศัยความรู้มาจากสมการของแมกซ์เวลล์ |
|
พ.ศ.
๒๔๓๙
(ค.ศ. 1896) |
กูเกียเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo
Marconi) นำเสนอเครื่องมือสำหรับ
การสร้างสัญญาณแบบไร้สาย
อันเป็นพื้นฐานของระบบการส่งสัญญาณคลื่นวิทยุ |
|
พ.ศ.
๒๔๔๔
(ค.ศ. 1901) |
มาร์โคนีสามารถทำการรับสัญญาณที่ส่งจากเกาะอังกฤษ
ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมายังเกาะนิวฟันด์แลนด์
(Newfoundland)
ทวีปอเมริกาเหนือได้สำเร็จในเดือนธันวาคม |
|
พ.ศ. ๒๔๕๑
(ค.ศ. 1908) |
ลี เดอ
โฟเรส (Lee de Forest)
จดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์อุปกรณ์
หลอดสุญญากาศสามส่วนหรือไทรโอด
และต่อมา เอดวิน โฮเวิร์ด อาร์มสตรอง
(Edwin Howard Armstrong)
ได้นำเอาหลอดไทรโอดของโฟเรสมาพัฒนาสร้างเป็นวงจรกำเนิดสัญญาณ
(Oscillator)รวมทั้งนำมาพัฒนาเป็นวงจรขยายสัญญาณ |
|
พ.ศ. ๒๔๕๙
(ค.ศ. 1916) |
แฟรงก์
คอนราด (Frank Conrad)
ได้ทดลองส่งสัญญาณกระจายเสียงเพลงจากบ้านที่เมืองพิตส์เบิร์ก(Pittsburgh)
โดยที่นักวิทยุสมัครเล่นคนอื่นๆ
ในบริเวณใกล้เคียงสามารถตรวจรับสัญญาณได้
ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดสถานีวิทยุกระจายเสียงในเวลาต่อมา |
|
พ.ศ.
๒๔๗๖
(ค.ศ. 1933) |
เอดวิน
โฮเวิร์ด อาร์มสตรอง
(Edwin Howard Armstrong)
คิดค้นการผสม
หรือการกล้ำสัญญาณแบบใช้ความถี่
(Frequency Modulation: FM)
สำหรับการลดผลการจางหายของสัญญาณ
ทำให้สัญญาณมีคุณภาพดีขึ้น |
|
พ.ศ.
๒๔๘๓
(ค.ศ. 1940) |
เอดวิน
โฮเวิร์ด อาร์มสตรอง (Edwin Howard
Armstrong) ได้ทำการก่อตั้ง
เครือข่ายการกระจายสัญญาณแบบเอฟเอ็มขึ้นในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือ
ของประเทศสหรัฐอเมริกาโดยใช้ช่วงความถี่
๔๒-๕๐ เมกะเฮิรตซ์ |
|
พ.ศ.
๒๔๘๒
(ค.ศ. 1939) |
เฮนรี
บูต (Henry Boot) และจอห์น ที
แรนดอลล์ (John T. Randall)
พัฒนาและสร้างหลอดแมกนีตรอน
(Resonant-Cavity Magnetron)
สำหรับนำไปใช้งานร่วมกับเรดาร์
และมีพัฒนาการมาเป็นส่วนประกอบหนึ่งของเตาไมโครเวฟ |
|
๖.
บรรณานุกรม
up
|
|
[๑] Anton A. Huurdeman, The WorldWide
History of Telecommunications, John Wiley &
Sons, New Jersey, 2003
[๒] IEEE Communications Society, A Brief
History of Communications, USA, IEEE, 2002
[๓] Nathan J. Muller, Desktop Encyclopedia
of Telecommunications, McGraw-Hill, New
York, 2002
|
|
|
| |
|
|
|