| |
๑. อภิธานศัพท์ (Glossary)
|
|
|
| |
|
เส้นใยนำแสง (Optical
Fiber)
ท่อนำแสงที่มีลักษณะโปร่งแสง
มีขนาดเล็ก
มีความสามารถในการนำสัญญาณแสงได้ดี (เนื่องจากมีค่าการลดทอนต่ำ) ทำให้สามารถส่งผ่านข้อมูล
แสง ไปได้ในระยะไกล เส้นใยนำแสงที่ใช้ในระบบสื่อสาร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑๒๕
ไมโครเมตร ทำมาจากแก้วและอื่นๆ เส้นใยนำแสง
อาจเรียกว่า เส้นใยแก้วหรือเส้นใยแสง
เป็นต้น
ตัวชดเชยดิสเพอร์ชั่น (Dispersion Compensator)
อุปกรณ์พิเศษ ที่ทำหน้าที่ปรับสัญญาณพัลส์แสงที่บานออก เมื่อเดินทางในสายส่งเส้นใยนำแสง เนื่องจากปรากฏการณ์ดิสเพอร์ชั่น ให้มีค่าความ
กว้างลดลงเท่ากับความกว้างพัลส์
เมื่อแรกเริ่มสื่อสัญญาณ ตัวชดเชย
ดิสเพอร์ชั่น อาจประกอบด้วยเส้นใยนำแสงเกรดติ้ง
(fiber grating)
ชนิด
nonuniform
หรืออาจใช้เส้นใยนำแสงที่มีคุณสมบัติของดิสเพอร์ชั่นเชิงลบ
เป็นต้น
อุปกรณ์ขยายสัญญาณแสงชนิด EDFA (Erbium-Doped
Fiber Amplifier)
อุปกรณ์ที่ประกอบด้วยเส้นใยนำแสงชนิดพิเศษที่ส่วนของคอร์ถูกเจือด้วยธาตุเออร์เบียม (Erbium)
ทำให้เส้นใยชนิดนี้มีคุณสมบัติ
ในการขยาย
สัญญาณแสงในช่วงความยาวคลื่น ๑๕๕๐
นาโนเมตร (nm) หากได้รับการกระตุ้น (ป้อนแสง) ด้วยแสงที่มีค่าความยาวคลื่น
ขนาด ๙๘๐ หรือ
๑๔๒๐ นาโนเมตร
โครงข่ายเอชดีเอสหรือโซเน็ต (SDH/SONET)
โครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมที่ใช้เคเบิลเส้นใยนำแสงเป็นสายส่งสัญญาณ
มีลักษณะการเชื่อมต่อสถานีต่างๆ เข้าด้วยกัน
เป็นรูปวงแหวน (ring)
ทำให้ข้อมูลสามารถเดินทางสวนทางกันได้
หากใช้เส้นใยนำแสงสองเส้นประกอบเป็นวงจะเรียกว่า
ระบบ SDH (Synchronous Digital
Hierarchy)
เป็นมาตรฐาน ที่กำหนดโดยสหภาพโทรคมนาคมสากล หรือ
ITU (International Telecommunication Union)
ส่วนระบบ SONET(Synchronous
Optical Network) เป็นมาตรฐานที่กำหนดโดยสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของอเมริกาหรือ ANSI
(American National Standard
Institute) ซึ่งทั้ง
สองระบบถือว่าทำงานเป็นไปในทำนองเดียวกันจึงมักเขียนชื่อรวมกัน
|
๒.
บทคัดย่อ
up
|
|
ระบบ DWDM (Dense Wavelength Division
Multiplexing) เป็นระบบสื่อสารเชิงแสงแบบหลายช่องสัญญาณแสงที่พัฒนามาจากระบบสื่อสารเชิงแสงด้วยเส้นใยนำแสงที่แต่เดิมใช้เพียงแสงสีเดียวหรือแสงที่มีค่าความยาวคลื่นคงที่เพียงค่าเดียว
เช่น ๑.๓๓ หรือ ๑.๕๕ ไมครอน เป็นต้น
เมื่อพิจารณาระบบสื่อสารข้อมูลหลายช่องสัญญาณช่วงปี
ค.ศ. 1900-1999 (พ.ศ.
๒๕๓๓-๒๕๔๒)
มักจะกล่าวถึงระบบ TDM/PCM (Time Division
Multiplex / Pulse Code Modulation)
ที่ใช้ระบบสายส่งที่เป็นสายทองแดงและระบบ
SDH/SONET (Synchronous Digital Hierarchy /
Synchronous Optical Network)
ที่ใช้เส้นใยแก้วในระบบสายส่ง ซึ่งระบบ
SDH/SONET
นี้สามารถส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วหลายระดับ
เช่น ระบบ STM-16 มีความเร็วที่อัตรา ๒.๕
กิกะบิตต่อวินาที (Gbps)
ใช้กับระบบสายส่งเส้นใยนำแสงแบบ OC-48 เป็นต้น
ระบบสื่อสารนี้มีความเร็วสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับระบบสื่อสารแบบดั้งเดิม
โดยระบบ STM-16
นี้ใช้เส้นใยนำแสงเพียงเส้นเดียว
(หรือคู่เดียวในระบบรับส่ง)
เป็นตัวกลางนำแสงเพียงความยาวคลื่นเดียว (เช่น
๑.๕๕ ไมครอน)
เพื่อใช้เป็นคลื่นพาห์สำหรับส่งข้อมูลหลายช่องสัญญาณที่ถูกจัดรวมกันด้วยเทคนิคการรวมสัญญาณ (Multiplex)
ซึ่งระบบ STM-16
เป็นตัวอย่างของการทำงานด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์
สำหรับการมัลติเพล็กซ์เชิงแสงนั้น
เป็นการนำแสงที่มีความยาวคลื่นแสงต่างกัน
ส่งรวมกันไปในสายส่งเส้นเดียวกัน
โดยแสงแต่ละช่องสัญญาณ
อาจมีการรวมช่องสัญญาณแบบอื่นมาแล้ว เช่น ระบบ
DWDM ที่มี ๑๐ ช่องสัญญาณ (ความยาวคลื่น)
แต่ละช่องสัญญาณเป็นระบบ STM-16
จะทำให้ระบบสามารถส่งข้อมูลที่มีความเร็ว ๒.๕
กิโลบิตต่อวินาที (Gbps) ขนานกันไปพร้อมกันถึง
๑๐ ช่อง นั่นคือ
ความเร็วรวมของระบบจะมีค่าสูงถึง ๒๕๐
กิโลบิตต่อวินาที (kbps) |
Abstract
up
|
|
Dense
wavelength division multiplexing (DWDM)
refers to a technology for a
fiber-optic transmission that exploits
multiple wavelengths of light
within the 1550-nm band
on a single fiber. In contrast to the
communication over copper wires which
deploys another technology called time
division multiplex (TDM), it employs
multiple
optical carrier
signals with different
wavelengths
of
laser
light
whose spacing is less or denser than
that of conventional wavelength division
multiplexing (WDM), to carry different data
for each channel on a single.
This technology is regarded as a
crucial component of optical networks that
allows the transmission of various types of
data communicated with protocols or systems
such as asynchronous transfer mode (ATM),
and synchronous optical network/synchronous
digital hierarchy(SONET/SDH) over an optical
layer. |
|
การเพิ่มความเร็วในการส่งข้อมูลผ่านระบบสายส่งสัญญาณไปเป็นระยะทางไกลจำเป็นต้องใช้สายส่งที่เป็นเส้นใยนำแสง
โดยเทคนิคที่สำคัญในการเพิ่มความเร็วมีวิธีการหลักอยู่สองวิธี
คือ
๓.๑
เพิ่มอัตราเร็วจากระบบเดิมที่ใช้อยู่
ระบบ SDH/SONET
เป็นระบบสื่อสารเชิงแสงที่มีความเร็วสูงการเพิ่มความเร็วของข้อมูลจากระดับต่ำ
(เช่น จาก STM-16 ที่มีความเร็ว ๒.๕
กิกะบิตต่อวินาที)ไปเป็นระดับที่สูงขึ้น (เช่นSTM-64
มีความเร็ว ๑๐
กิกะบิตต่อวินาที) จะทำให้ระบบมีความเร็วเพิ่มมากขึ้นซึ่งระบบ
SDH/SONET
เดิมยังคง
สามารถพัฒนาให้มีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นได้ประมาณ
๔๐ หรือมากกว่า ๑๐๐ กิกะบิตต่อวินาที
อย่างไรก็ตาม
การพัฒนาไปสู่ความเร็วที่ยิ่งสูงขึ้นอาจทำได้ยากขึ้น
เนื่องจากถูกจำกัดด้วยเทคโนโลยีของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้
โดยเฉพาะความเร็วในการทำงานของอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์จึงทำให้ระบบมีราคาแพงขึ้นมากหลายเท่า
๓.๒
เพิ่มจำนวนความยาวคลื่นแสงในเส้นใยนำแสงเส้นเดิม
เทคนิคนี้สามารถกระทำได้โดยอาศัยเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิม
อีกทั้งเส้นใยนำแสงเดิมในระบบยังพอสามารถรองรับขีดการทำงานนี้ได้ซึ่งจากแนวคิดนี้
เป็นจุดเริ่มต้นของระบบสื่อสัญญาณแบบ WDM หรือ
Wavelength Division Multiplexing
ซึ่งพัฒนามาเป็น DWDM
|
๔.หลักการทำงาน
up
|
|
โครงสร้างพื้นฐานของระบบ FTTH แสดงดังรูปที่
๔.๑ ในระบบ FTTH จะมีชุมสายที่เป็นสำนักงานกลาง (Central Office: CO หรือ Host Digital
Terminal:HDT หรือ Head End: HD)
ทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับสัญญาณการให้บริการไปยังผู้ใช้ที่อยู่ในเขตควบคุมของ
CO
รวมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับระบบโครงข่ายสื่อสารเพื่อรับส่งข้อมูลไปยังส่วนต่างๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ [๓][๔]
|


รูปที่ ๔.๑
หลักการพื้นฐานของระบบสื่อสัญญาณแสง
แบบหลายช่องสัญญาณหรือ WDM
|
เทคนิคการรวมสัญญาณแสงหลายช่องแล้วส่งไปพร้อมกันแบ
WDM (Wavelength Division Multiplexing)
มีหลักการแสดงดังรูปที่ ๔.๑
จากรูปให้สถานีส่ง(ด้านซ้ายของรูป)ต้องการส่งข้อมูลแสงสี่ช่องสัญญาณแต่ละช่องสัญญาณจะใช้แสงที่มีค่าความยาวคลื่นต่างกัน(แสงมีสีต่างกัน)
ข้อมูลแต่ละช่องสัญญาณจะถูกรวมกันด้วยอุปกรณ์มัลติเพล็กซ์เชิงแสง (Optical
Mux) เพื่อรวมแสงที่มีความยาวคลื่นต่างชนิดกันเพื่อส่งเข้าไปในเส้นใยนำแสงเส้นเดียวกัน
ข้อดีของระบบ WDM คือ
แสงแต่ละช่องสัญญาณสามารถเดินทางรวมกันได้
โดยไม่รบกวนซึ่งกันและกันทำให้ข้อมูลแต่ละช่องสัญญาณเปรียบเสมือนเดินทางขนานกันไปพร้อมดันในเส้นใยนำแสงได้
เมื่อถึงสถานีรับ อุปกรณ์แยกสัญญาณแสง (Optical
DeMUX) จะแยกแสงแต่ละช่องสัญญาณส่งไปยังตัวรับแสงเฉพาะ
เพื่อทำหน้าที่เปลี่ยนแสงเป็นไฟฟ้าส่งไปยังผู้รับปลายทางต่อไป
ระบบ WDM เดิมนิยมใช้แสงที่ความยาวคลื่น ๑.๓๓
และ ๑.๕๕ ไมครอน
แทนช่องสัญญาณอิสระรวมกันทางแสงแล้วส่งไปในเส้นใยนำแสงเส้นเดียวกัน
ซึ่งวิธีนี้ทำให้ไม่สามารถเพิ่มช่องสัญญาณที่อยู่ในเทอมของความยาวคลื่นแสงได้มากนัก
เพราะแสงในแต่ละช่องสัญญาณที่มีความยาวคลื่นต่างกันมาก
จะมีค่าการลดทอนสัญญาณไม่เท่ากันทำให้ระยะทางสูงสุดที่สามารถส่งข้อมูลได้ไม่เท่ากันไปด้วย
ผลลัพธ์ก็คือ
ในระบบสื่อสารที่มีระยะทางไกลมากๆ
ต้องใช้สถานีทวนสัญญาณ
repeaterแยกกันสําหรับช่องสัญญาณในแต่ละความยาวคลื่น
เป็นผลทำให้ระบบมีความยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
ดังนั้น
จึงมีแนวคิดในการแก้ปัญหาโดยเลือกใช้ช่องสัญญาณให้มีค่าความยาวคลื่นแสงใกล้
ๆ กัน
โดยใช้แสงในช่วงของหน้าต่างความยาวคลื่นแสงค่าหนึ่ง
เช่น เลือกช่องหน้าต่างความยาวคลื่นแสงในช่วง
๑.๕๕ ไมครอน
โดยกำหนดให้ความยาวคลื่นแสงของแต่ละช่องสัญญาณ
จะมีช่วงห่างกัน (channel spacing) ไม่มาก
อาจไม่ถึง ๑ ไมครอน หรือมากกว่า ๑ ไมครอน
เล็กน้อย
การกำหนดช่องสัญญาณที่มีค่าความยาวคลื่นแสงใกล้กันเช่นนี้
เมื่อพิจารณาถึงสเปกตรัมของช่องสัญญาณรวม
จะเห็นว่ามีค่าสเปกตรัมใกล้กัน
เหมือนกลุ่มสเปกตรัมที่มีความหนาแน่นสูง
จึงทำให้ระบบนี้ได้ชื่อเป็น Dense WDM หรือ
DWDM เช่น ระบบ DWDM ระบบหนึ่งมี ๘ ช่องสัญญาณ
ประกอบไปด้วยค่าความยาวคลื่นแสง ๑๕๕๐ , ๑๕๕๑ ,
๑๕๕๒ ,...,๑๕๕๗ ไมครอน
หมายถึงระบบนี้มีระยะห่างระหว่างช่องสัญญาณ (channel
spacing) เท่ากับ๑ ไมครอน เป็นต้น
การที่กําหนดให้ระยะห่างระหว่างช่องสัญญาณ
(channel spacing)มีค่าน้อย
เนื่องจากทำให้สามารถส่งความยาวคลื่นด้วยจำนวนที่มากขึ้นเมื่อพิจารณาในช่วงหน้าต่างความยาวคลื่นเดียวกันหรือหมายถึงเพิ่มโอกาสให้มีอัตราการส่งข้อมูล
(bit rate) เพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งปีพ.ศ. 2550
ระบบ DWDM
ในเชิงพาณิชย์สามารถส่งข้อมูลได้เร็วถึงขนาดเทอราบิตต่อวินาที
หรือ Tbps (Terabit per sec) (ความเร็วข้อมูล
๑ กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) หมายถึงใน 1
วินาทีส่งข้อมูลได้ ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บิต
ในขณะที่ ๑ เทอราบิตต่อวินาที (Tbps) หมายถึงใน
๑ วินาทีส่งข้อมูลได้ ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บิต
ซึ่ง ๑ Tbps มากกว่า ๑
Gbps หนึ่งพันเท่า) ซึ่งการที่แสงที่มีความยาวคลื่นต่างกันสามารถเดินทางร่วมกันโดยไม่รบกวนกันทำให้ช่องสัญญาณแสงแต่ละช่องสามารถสื่อสารข้อมูลต่างชนิด(เช่นSDH/SONETสัญญาณภาพที่เป็น
แอนะล็อก
สัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบ IP(Internet
Protocol)และเสียง
เป็นต้น)ที่เป็นอิสระต่อกันร่วมกันได้
ทำให้ระบบ DWDM
มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงมากขึ้น
|
๕. พื้นฐานการเชื่อมโยงของระบบ DWDM
up
|
|


รูปที่ ๕.๑
โครงสร้างพื้นฐานของการเชื่องโยง
ระหว่างสถานีในระบบ DWDM
|
โครงสร้างพื้นฐานในส่วนของการเชื่องโยงระหว่างสถานีส่ง
(Tx) และสถานีรับ (Rx) เมื่อนำระบบ DWDM
มาใช้แสดงดังรูปที่ ๕.๑
ซึ่งเป็นระบบสื่อสารแบบทางเดียว(simplex)
เริ่มจากสถานีส่งแต่ละช่อง(เช่น Tx1, Tx2,
,
Txn)ทําหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณข้อมูลจากไฟฟ้าเป็นสัญญาณแสงแล้วส่งเข้าสู่เส้นใยนำแสง
โดยที่แต่ละช่องสัญญาณจะส่งแสงออกมา ๑
ความยาวคลื่น ที่แตกต่างจากช่องสัญญาณอื่น
ข้อมูลแสงทุกช่องสัญญาณที่มีความยาวคลื่นต่างกันจะถูกรวมเข้าด้วยกันโดยกระบวนการทางแสงด้วยอุปกรณ์รวมแสง
หรือ Optical Multiplexer (Mux)
เพื่อส่งไปยังปลายทางด้วยเส้นใยนำแสงเพียงเส้นเดียว
ข้อมูลที่เดินทางในระหว่างเส้นทางจะถูกลดทอนสัญญาณทําให้แสงมีค่าความเข้มแสงอ่อนลง
จึงต้องมีสถานีทวนสัญญาณแสง (Optical
Amplifier)
ทําหน้าที่ขยายสัญญาณแสงทุกช่องสัญญาณพร้อมกัน
ให้มีขนาดความเข้มแสงมากพอที่จะเดินทางต่อไปไกลๆ
ได้ หากระยะทางระหว่างสถานีไกลมาก
อาจต้องมีสถานีทวนสัญญาณแสงมากกว่าหนึ่งสถานีโดยปกติระยะห่างระหว่างสถานีทวนสัญญาณ (repeater
spacing) ในระบบเส้นใยนำแสงมีค่าประมาณ ๓๐-๘๐
กิโลเมตร (บางระบบอาจถูกออกแบบให้มีค่ามากกว่า
๑๐๐ กิโลเมตร)
ในระบบสื่อสารที่มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง
๑๕๕๐ นาโนเมตร สถานีทวนสัญญาณแสงที่นิยมใช้
ได้แก่ EDFA (Erbium-Doped Fiber Amplifier)
ในระบบสื่อสารสัญญาณข้อมูลโดยส่วนใหญ่เป็นแบบดิจิทัลในลักษณะของพัลส์ข้อมูลซึ่งสัญญาณพัลส์ที่เดินทางในเส้นใยนำแสงจะเกิดปรากฎการณ์
ดิสเพอร์ชั่น (dispersion) ทําให้ความกว้างของสัญญาณพัลส์เกินการบานออก
ตามระยะทางที่เดินทางผลลัพธ์ก็คือ
ดิสเพอร์ชั่น
เป็นตัวจํากัดปริมาณ
ข้อมูลหรือทําให้บิตเรตสูลสุดของระบบลดลง
ดังนั้น ระบบ DWDM
จึงมีอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ชดเชยปรากฎการณ์
ของการบานออกของสัญญาณพัลส์ เรียกว่า
Dispersion Compensator
เพื่อทําหน้าที่ปรับขนาดของพัลส์ที่บานออกให้มีขนาดคงที่ตลอดการเดินทางอยู่เสมอ
เนื่องจากระบบ DWDM มีความยาวคลื่นแสงหลายค่า
ผลของดิสเพอร์ชั่นที่เกิดย่อมมีผลกระทบกับทุกช่องสัญญาณด้วย
ยิ่งระบบมีจํานวนช่องสัญญาณมาก
ก็ต้องยิ่งให้ความดูแลและเอาใจใส่กับผลกระทบของดิสเพอร์ชั่นมากขึ้นด้วย
เมื่อสัญญาณแสงเดินทางมายังสถานีรับปลายทาง
จะถูกแยกช่องสัญญาณที่มีความยาวคลื่นต่างกันออกจากกันด้วยอุปกรณ์แยกแสง
หรือ Optical Demultiplex (DeMux)
เพื่อจัดให้แสงแต่ละความยาวคลื่นแยกเดินทางไปยังสถานีรับตามช่องสัญญาณที่สอดคล้องกับสถานีรับต่อไป
(เช่น Rx1, Rx2,
, Rxn)
|
๖. จดหมายเหตุ
up
|
|
ลำดับเหตุการณ์สำคัญของระบบสื่อสัญญาณแสงหลายช่องแบบ
DWDM แสดงดังตารางที่ ๖.๑
ตารางที่ ๖.๑
ลำดับเหตุการณ์สำคัญของระบบสื่อสัญญาณแสงหลายช่องแบบ
DWDM
|
ปี
พ.ศ. (ค.ศ.) |
ลำดับเหตุการณ์สำคัญ |
|
๒๕๕๐
(2007)
|
นำระบบ
DWDM มาใช้ในเชิงพาณิชย์
สามารถส่งข้อมูลโดยมีความเร็วเทอราบิตต่อวินาทีหรือ
Tbps (Terabit per sec) |
|
๗. บรรณานุกรม
up
|
|
[๑]อธิคม ฤกษบุตร,เทคโนโลยี DWDM :
เส้นทางขนานสําหรับการเพิ่ม Bit
Rate,วารสารสื่อสารของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ,๒๕๔๖
[๒] อธิคม ฤกษบุตร,
เส้นใยแก้วและการประยุกต์ใช้งานเบื้องต้น,
พิมพ์รั้งที่ ๒, สำนักพิมพ์ซีดับลิวซี
พริ้นติ้ง, ๒๕๔๖
|
|
|
| |
|
|
|